首页 > 最新文献

Interdisciplinary Academic and Research Journal最新文献

英文 中文
การบูรณาการความรู้ในหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์คณะศึกษาศาสตร์เพื่อให้บริการวิชาการแก่ชุมชนและสังคม: กรณีศึกษาชุมชนเทพลีลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร การบูรณาการความรู้ในหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์คณะศึกษาศาสตร์เพื่อให้บริการวิชาการแก่ชุมชนและสังคม: กรณีศึกษาชุมชนเทพลีลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร
Pub Date : 2024-04-07 DOI: 10.60027/iarj.2024.275130
ภพณภัทร ทองแย้ม, วรงค์ ภู่ระหงษ์, ณธษา พันธ์บัว, ภูชิษย์ สว่างสุข, ทอแสง หงษ์คำ, เหมือนแพร รัตนศิริ, จุฑาภรณ์ มาสันเทียะ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การบูรณาการความรู้ในหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์เพื่อให้บริการวิชาการแก่ชุมชนและสังคม: กรณีศึกษา ชุมชนเทพลีลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร ผู้วิจัยได้ดำเนินการจัดกิจรรมที่ส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ภายใต้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 เป้าหมาย โดยฐานกิจกรรมที่จัดขึ้น คือ ฐานอาหารดีมีประโยชน์ที่สาธิตวิธีการทำ“อมยิ้มแซนวิช” ซึ่งมีการบูรณาการความรู้ในหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาผลลัพธ์ของการบูรณาการความรู้ในหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ที่เกิดขึ้นกับผู้รับบริการวิชาการแก่ชุมชนและสังคม และ (2) ศึกษาผลลัพธ์ของการบูรณาการความรู้ในหลักสูตร ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ที่เกิดขึ้นกับผู้ให้บริการวิชาการแก่ชุมชนและสังคมระเบียบวิธีการวิจัย: ดำเนินการโดยการศึกษาผลลัพธ์ของการบูรณาการความรู้ฯที่เกิดขึ้นกับผู้รับบริการ เก็บข้อมูลจากประชาชนในชุมชนเทพลีลา จำนวน 50 คน โดยใช้แบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขณะที่การศึกษาผลลัพธ์ของการบูรณาการความรู้ฯที่เกิดขึ้นกับผู้ให้บริการ เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์กับนักศึกษา จำนวน 3 คน และอาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชาจำนวน 6 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการตรวจสอบสามเส้าผลการวิจัย: (1) ผลลัพธ์ของการบูรณาการความรู้ในหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ที่เกิดขึ้นกับผู้รับบริการวิชาการแก่ชุมชนและสังคม ในภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อจำแนกเป็นรายด้านพบว่า (1) ผลลัพธ์ด้านรูปแบบการดำเนินงานมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด และ (2) ผลลัพธ์ด้านผลิตภัณฑ์ ราคาและการส่งเสริมการตลาดมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (2) ผลลัพธ์ของการบูรณาการความรู้ในหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา คหกรรมศาสตร์ที่เกิดขึ้นกับผู้ให้บริการวิชาการแก่ชุมชนและสังคมพบว่า อาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชาจำนวนทั้งสิ้น 6 ท่าน เกิดผลลัพธ์ในด้านการสอนที่ครอบคลุมใน 3 มิติ คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และทักษะพิสัย ขณะที่นักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมเกิดผลลัพธ์ในด้านการเรียนที่ครอบคลุมใน 3 มิติ คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และทักษะพิสัยสรุปผล: จากผลการวิจัยสามารถสรุปได้ว่า การบูรณาการความรู้ในหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา คหกรรมศาสตร์บรรลุผลลัพธ์ทั้งในส่วนของผู้รับบริการที่เป็นประชาชนในชุมชนเทพลีลา และผู้ให้บริการทั้งอาจารย์และนักศึกษาในหลักสูตร
ภูมิหาลังและวัตถุประสงค์: การบูรณาการความรู้ในหาลักสูตรศิปศาสตรบัณฑิตสาขาวิชาคหากรรมศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์เพื่อใ↩ห้บริการวชิการแก่ชุมนหาละสัคม:กรณีศึกษา ชุมชนเทพลีลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร ผู้วิจัยได้ำเนินการจัดกิจรมที่สเงสิมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ภายใต้เปาหมายการพัฒนาที่ัยงืน 17เป้าหามย โดยฐานกจิกรรมที่จัดขึ้น คือ ฐานอหารดีมีประโยชน์ที่สาธิตวิธีการทำ "อมยิ้มแซนวิช" ซึ่งมีการบูรณาการความรู้ในหาลัสกูรตศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาผลัพธ์ของการบูรณาการความร้ในหาลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคหกรรมศาตสร์ที่เกิขดึ้นกับผู้รับริการวิชาการแก่ชุชนและสังคมเด็กเน็กเน็กปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคมดำเนินารโดยการศึกษาผลัพธ์ของการองการความรู้ฯที่เกิดขึ้นกับผู้รับบริการ เก็บข้อมลูจากประชาชนในชุมชนเทพลีลา จำนวนโดยใช้แบบสอบถามแบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ และวิเคราะหข์้อมูลโดยใชส้ถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานขณะที่การศึกษาผลัพธ์ของการบูรณการความรู้ฯที่เกิดขึน้ากับผู้ให้บริการ เก็บข้อมูลจาการสัมภาษณ์การับนักศึกษา จำนวน 3 คน และอาจารย์ผ้รับผิดชอบรายวิชาจำนว 6 คนโดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และวิเคราหะ์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้ากรวิเคราหะ์เนื้อหาและตรวจสอบความถูกตอ้งของข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการตวจสอบสามเส้าผลการวจัย:(1) ผลลัพธ์ของการบูรณาการความรู้ในหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ที่เกิดขึ้นกับผู้รับบริการวิชาการแก่ชุมชนและสังคม ในภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุดเมื่อจำแนกเป็นรายด้านพบว่า (1) ผลลัพธ์ด้านรูปแบบการดำเนินงานมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด และ (2) ผลลัพธ์ด้านผลิตภัณฑ์ ราคาและการส่งเสริมการตลาดมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (2)ผลัพธ์ของการบูรณาการความรู้ในหาลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา คกหารรมศาสตร์ที่เิดี่เขิดึ้นกับผู้ให้บริการวิชาการแกชุ่มนและสังคมพบว่าอาจารย์ผูร้ับผิดชอบรายวิชาจำนวนทั้งสิ้น 6 ท่าน เกิดผลาัพธ์ในด้านการสอนที่ครอบคลุมใน3 มิติ คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และทักษะพิสัย ขณะที่นักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมเกิดผลลัพธ์ในด้านการเรียนที่ครอบคลุมใน 3 มิติ คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และทักษะพิสัยสรุปผล:จากผลารวิจัยสามารถสรุปได้ว่า การบูรณาการความรู้ในหาลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิตสาขาวิชาแลงกรมศาสตร์บรรุผลงพธ์ทั้งใน่สวนของผู้รับริการที่เป็นประชาชนในชุมชนเทพลีลา แลงกรรัศึกษาในหลักสตร
{"title":"การบูรณาการความรู้ในหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์คณะศึกษาศาสตร์เพื่อให้บริการวิชาการแก่ชุมชนและสังคม: กรณีศึกษาชุมชนเทพลีลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร","authors":"ภพณภัทร ทองแย้ม, วรงค์ ภู่ระหงษ์, ณธษา พันธ์บัว, ภูชิษย์ สว่างสุข, ทอแสง หงษ์คำ, เหมือนแพร รัตนศิริ, จุฑาภรณ์ มาสันเทียะ","doi":"10.60027/iarj.2024.275130","DOIUrl":"https://doi.org/10.60027/iarj.2024.275130","url":null,"abstract":"ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การบูรณาการความรู้ในหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์เพื่อให้บริการวิชาการแก่ชุมชนและสังคม: กรณีศึกษา ชุมชนเทพลีลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร ผู้วิจัยได้ดำเนินการจัดกิจรรมที่ส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ภายใต้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 เป้าหมาย โดยฐานกิจกรรมที่จัดขึ้น คือ ฐานอาหารดีมีประโยชน์ที่สาธิตวิธีการทำ“อมยิ้มแซนวิช” ซึ่งมีการบูรณาการความรู้ในหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาผลลัพธ์ของการบูรณาการความรู้ในหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ที่เกิดขึ้นกับผู้รับบริการวิชาการแก่ชุมชนและสังคม และ (2) ศึกษาผลลัพธ์ของการบูรณาการความรู้ในหลักสูตร ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ที่เกิดขึ้นกับผู้ให้บริการวิชาการแก่ชุมชนและสังคม\u0000ระเบียบวิธีการวิจัย: ดำเนินการโดยการศึกษาผลลัพธ์ของการบูรณาการความรู้ฯที่เกิดขึ้นกับผู้รับบริการ เก็บข้อมูลจากประชาชนในชุมชนเทพลีลา จำนวน 50 คน โดยใช้แบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขณะที่การศึกษาผลลัพธ์ของการบูรณาการความรู้ฯที่เกิดขึ้นกับผู้ให้บริการ เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์กับนักศึกษา จำนวน 3 คน และอาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชาจำนวน 6 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการตรวจสอบสามเส้า\u0000ผลการวิจัย: (1) ผลลัพธ์ของการบูรณาการความรู้ในหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ที่เกิดขึ้นกับผู้รับบริการวิชาการแก่ชุมชนและสังคม ในภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อจำแนกเป็นรายด้านพบว่า (1) ผลลัพธ์ด้านรูปแบบการดำเนินงานมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด และ (2) ผลลัพธ์ด้านผลิตภัณฑ์ ราคาและการส่งเสริมการตลาดมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (2) ผลลัพธ์ของการบูรณาการความรู้ในหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา คหกรรมศาสตร์ที่เกิดขึ้นกับผู้ให้บริการวิชาการแก่ชุมชนและสังคมพบว่า อาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชาจำนวนทั้งสิ้น 6 ท่าน เกิดผลลัพธ์ในด้านการสอนที่ครอบคลุมใน 3 มิติ คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และทักษะพิสัย ขณะที่นักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมเกิดผลลัพธ์ในด้านการเรียนที่ครอบคลุมใน 3 มิติ คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และทักษะพิสัย\u0000สรุปผล: จากผลการวิจัยสามารถสรุปได้ว่า การบูรณาการความรู้ในหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา คหกรรมศาสตร์บรรลุผลลัพธ์ทั้งในส่วนของผู้รับบริการที่เป็นประชาชนในชุมชนเทพลีลา และผู้ให้บริการทั้งอาจารย์และนักศึกษาในหลักสูตร","PeriodicalId":505621,"journal":{"name":"Interdisciplinary Academic and Research Journal","volume":"11 34","pages":""},"PeriodicalIF":0.0,"publicationDate":"2024-04-07","publicationTypes":"Journal Article","fieldsOfStudy":null,"isOpenAccess":false,"openAccessPdf":"","citationCount":null,"resultStr":null,"platform":"Semanticscholar","paperid":"140732719","PeriodicalName":null,"FirstCategoryId":null,"ListUrlMain":null,"RegionNum":0,"RegionCategory":"","ArticlePicture":[],"TitleCN":null,"AbstractTextCN":null,"PMCID":"","EPubDate":null,"PubModel":null,"JCR":null,"JCRName":null,"Score":null,"Total":0}
引用次数: 0
การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4MAT ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดวิเคราะห์ หน่วยการเรียนรู้ สินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4MAT ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดวิเคราะห์ หน่วยการเรียนรู้ สินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
Pub Date : 2024-04-07 DOI: 10.60027/iarj.2024.274528
อันธิกา แสนลา, นิลรัตน์ โคตะ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การคิดวิเคราะห์ เรียกได้ว่าเป็นความคิดพื้นฐานสำหรับการคิดในมิติอื่น ๆ ต่อไป การคิดวิเคราะห์ทำให้เรารู้ข้อเท็จจริง รู้เหตุผลเบื้องหลังของสิ่งที่เกิดขึ้น เข้าใจความเป็นมาเป็นไปของเหตุการณ์ต่าง ๆ การคิดวิเคราะห์ เป็นการแยกแยะสิ่งที่จะพิจารณาออกเป็นส่วนย่อยที่มีความสัมพันธ์กัน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ 4 MAT เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่คำนึงถึงแบบการเรียนและการทำงานของสมองทั้งสองซีกของผู้เรียนและผู้เรียนได้ฝึกการวิเคราะห์เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญจะทำให้ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ได้ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4MAT หน่วยการเรียนรู้สินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้สินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4MAT 3) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ หน่วยการเรียนรู้สินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เรียนโดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4MATระเบียบวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านโนนรัง จำนวน 28 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม โดยใช้โรงเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4MAT แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ผลการวิจัย: (1) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4MAT หน่วยการเรียนรู้ สินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80.13/80.10 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ (2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4MAT มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ (3) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4MAT มีความสามารถในด้านการคิดวิเคราะห์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05สรุปผล: ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรวมกิจกรรมการเรียนรู้ 4MAT ไว้ในแผนการจัดการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการเรียนรู้สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยได้รับคะแนนประสิทธิผลที่โดดเด่นที่ 80.13/80.10 นอกจากนี้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีการปรับปรุงที่มีนัยสำคัญทางสถิติหลังจากเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ 4MAT ซึ่งเกินระดับก่อนการแทรกแซงที่ระดับนัยสำคัญ 0.05
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์:การคิดวิเคราะห์ เรียกได้ว่าเป็นความคิดพื้นฐานสหำรับการคิดในมิติอื่น ๆ ต่อไปการคิดวิเคราะห์ทำให้เรารู้ข้อเท็จจริง รู้เตุผลเบื้องหารังขงสิ่งที่เกิดขึ้นเข้าใจความเป็นมาเป็นไปของหเตุการณ์ต่าง การคิดวิเคราะห์ เป็นการแยกแยะสิ่งที่จะพจิารณาอกเป็นส่วนย่อยที่มีความสัมพันธ์กันการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ 4 matเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่คำนึงถึงแบบการเรียนและการทำงานของสมองทั้งสองซีกของผู้เรียนและผู้เรียนได้ฝึกการวิเคราะห์เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญจะทำให้ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ได้การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบ 4mat 4matของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ใหม้ีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้สินค้าและบริการของนักเรียนชันประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้การจัดกิจรมการเรียนรู้บแบ 4mat 3) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์เE28↩ึกษาปีที่ 2 เรียนโดยใช้การจัดกจิกรรมการเรียนรู้แบบ 4matระเบียบวิธีการวจัย:เด็กเรียนชันประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านโนรัง จำนวน 28 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบลุ่ม โดยใชนโร้งเรียนเป็นหน่วยในการสุ่มเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4MAT แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ผลการวิจัย:(1) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4mat หน่วยการเรียนร้ สินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80.13/80.10 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ (2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4MAT มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สมเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้การจัดิจกรมารเรียนรู้แบ 4mat มีความสามารถในด้านการคดิวิเคราะห์ เรียนสูงกว่าก่นอเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05สรุปผล:ผลการวจัยแสดงใหเห็นว่าการวมกิจรมการเรียนรู้ 4mat ไว้ในแผนการจัดการช่วยเพิ่มประสิทธภาพของการเรียนรู้สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2 ญ โดยได้รับคะแนนประสิทธิผลที่โดเด่นที่ 80.13/80.10 นอกจากนี้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2มีการปรับปรุงที่มีนัยสำคัญทางสถิติหลังจากเข้าร่วมกจิกรรมการเรียนรู้ 4mat ซึ่งเกินระดับก่อนการแทรกแซงที่ระดับันยสำคัญ 0.05
{"title":"การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4MAT ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดวิเคราะห์ หน่วยการเรียนรู้ สินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2","authors":"อันธิกา แสนลา, นิลรัตน์ โคตะ","doi":"10.60027/iarj.2024.274528","DOIUrl":"https://doi.org/10.60027/iarj.2024.274528","url":null,"abstract":"ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การคิดวิเคราะห์ เรียกได้ว่าเป็นความคิดพื้นฐานสำหรับการคิดในมิติอื่น ๆ ต่อไป การคิดวิเคราะห์ทำให้เรารู้ข้อเท็จจริง รู้เหตุผลเบื้องหลังของสิ่งที่เกิดขึ้น เข้าใจความเป็นมาเป็นไปของเหตุการณ์ต่าง ๆ การคิดวิเคราะห์ เป็นการแยกแยะสิ่งที่จะพิจารณาออกเป็นส่วนย่อยที่มีความสัมพันธ์กัน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ 4 MAT เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่คำนึงถึงแบบการเรียนและการทำงานของสมองทั้งสองซีกของผู้เรียนและผู้เรียนได้ฝึกการวิเคราะห์เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญจะทำให้ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ได้ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4MAT หน่วยการเรียนรู้สินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้สินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4MAT 3) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ หน่วยการเรียนรู้สินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เรียนโดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4MAT\u0000ระเบียบวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านโนนรัง จำนวน 28 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม โดยใช้โรงเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4MAT แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์\u0000ผลการวิจัย: (1) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4MAT หน่วยการเรียนรู้ สินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80.13/80.10 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ (2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4MAT มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ (3) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4MAT มีความสามารถในด้านการคิดวิเคราะห์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05\u0000สรุปผล: ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรวมกิจกรรมการเรียนรู้ 4MAT ไว้ในแผนการจัดการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการเรียนรู้สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยได้รับคะแนนประสิทธิผลที่โดดเด่นที่ 80.13/80.10 นอกจากนี้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีการปรับปรุงที่มีนัยสำคัญทางสถิติหลังจากเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ 4MAT ซึ่งเกินระดับก่อนการแทรกแซงที่ระดับนัยสำคัญ 0.05","PeriodicalId":505621,"journal":{"name":"Interdisciplinary Academic and Research Journal","volume":"12 21","pages":""},"PeriodicalIF":0.0,"publicationDate":"2024-04-07","publicationTypes":"Journal Article","fieldsOfStudy":null,"isOpenAccess":false,"openAccessPdf":"","citationCount":null,"resultStr":null,"platform":"Semanticscholar","paperid":"140732594","PeriodicalName":null,"FirstCategoryId":null,"ListUrlMain":null,"RegionNum":0,"RegionCategory":"","ArticlePicture":[],"TitleCN":null,"AbstractTextCN":null,"PMCID":"","EPubDate":null,"PubModel":null,"JCR":null,"JCRName":null,"Score":null,"Total":0}
引用次数: 0
การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัยด้วยการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบคำถามปลายเปิด การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัยด้วยการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบคำถามปลายเปิด
Pub Date : 2024-04-07 DOI: 10.60027/iarj.2024.274887
ซูหมิง เทง, ทัศนีย์ นาคุณทรง
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์:  ความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัย เป็นผลมาจากประสบการณ์ที่เด็กได้รับในสภาพแวดล้อมการเล่านิทานเป็นรูปแบบของนันทนาการอย่างง่ายๆ สามารถตอบสนองความต้องการทางธรรมชาติของมนุษย์ ทำให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน สามารถนำผู้ฟังเข้าไปสู่โลกแห่งจินตนาการซึ่งผู้ฟังจะพบความแปลกใหม่ สนุกสนาน หลุดพ้นจากความจำเจในชีวิตประจำวันไปได้ชั่วคราว ในบางครั้งนิทานจะช่วยอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในโลก ดังนั้นการวิจัยการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัยด้วยการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบคำถามปลายเปิดจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบคำถามปลายเปิด ระเบียบวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เด็กปฐมวัยอายุ 5-6 ปี ที่กําลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาล 3 ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอนุบาลกวางซี มณฑลกวางสี ประเทศจีน จำนวน 15 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบคำถามปลายเปิด จำนวน 8 แผน ความเหมาะสมของแผนอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด และแบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัย จำนวน 10 ข้อ  ค่าความสอดคล้อง 0.80-1.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย: เด็กปฐมวัยหลังจากที่ได้รับการจัดกิจกรรมการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบคำถามปลายเปิดมีความฉลาดทางอารมณ์สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมสรุปผล: จะเห็นว่าคุณค่าของนิทานนั้นจะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านต่างๆ  โดยเฉพาะการส่งเสริมด้านความฉลาดทางอารมณ์ได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเมื่อครูเล่านิทานควรถามคําถามปลายเปิดให้เด็กคิดหาคําตอบหลาย ๆ คําตอบซึ่งจะส่งผลต่อความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัยได้เป็นอย่างดี
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: ความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัย เป็นผลมาจากประสบการณ์ที่เด็กได้รับในสภาพแวดล้อมการเล่านิทานเป็นรูปแบบของนันทนาการอย่างง่ายๆ สามารถตอบสนองความต้องการทางธรรมชาติของมนุษย์ทำให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน สามารถนำผู้ฟังเข้าไปสู่โลารซึ่งผู้ฟังจะพบควาแปลกใหม่ สุลาน หุดพนจากควาจำเจใชีวิปตระจำวันไปด้ชั่วคราวในบางครั้งนิทานจะ่ชวยอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึน้ในโลกดังนั้นการวิจัยการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัยด้วยการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบคำถามปลายเปิดจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบคำถามปลายเปิดระเบียบวิธีการวิจัย:เด็กปฐมวัยอายุ 5-6 ปี ที่กําลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาล 3 ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอนุบาลกวางซี มณฑลกวางสี ประเทศจีน จำนวน 15 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่แผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบคำถามปลายเปิด จำนวน 8 แผน ความเหมาะสมของแผนอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด และแบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัย จำนวน 10 ข้อ ค่าความสอดคล้อง 0.80-1.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวจัย:เด็กปฐมวัยหลังจากที่ได้รับการจัดกิจรมการเล่านทานประกอบคำถามปลายเปิดีมความฉลาดทางอารมณ์สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรมสรุปผล:จะเห็นว่าคุณค่าของนิทานนั้นจะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านต่างๆ โดยเฉพาะการส่งเสริมด้านความฉลาดทางอารมณ์ได้เป็นอย่างดี
{"title":"การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัยด้วยการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบคำถามปลายเปิด","authors":"ซูหมิง เทง, ทัศนีย์ นาคุณทรง","doi":"10.60027/iarj.2024.274887","DOIUrl":"https://doi.org/10.60027/iarj.2024.274887","url":null,"abstract":"ภูมิหลังและวัตถุประสงค์:  ความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัย เป็นผลมาจากประสบการณ์ที่เด็กได้รับในสภาพแวดล้อมการเล่านิทานเป็นรูปแบบของนันทนาการอย่างง่ายๆ สามารถตอบสนองความต้องการทางธรรมชาติของมนุษย์ ทำให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน สามารถนำผู้ฟังเข้าไปสู่โลกแห่งจินตนาการซึ่งผู้ฟังจะพบความแปลกใหม่ สนุกสนาน หลุดพ้นจากความจำเจในชีวิตประจำวันไปได้ชั่วคราว ในบางครั้งนิทานจะช่วยอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในโลก ดังนั้นการวิจัยการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัยด้วยการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบคำถามปลายเปิดจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบคำถามปลายเปิด \u0000ระเบียบวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เด็กปฐมวัยอายุ 5-6 ปี ที่กําลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาล 3 ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอนุบาลกวางซี มณฑลกวางสี ประเทศจีน จำนวน 15 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบคำถามปลายเปิด จำนวน 8 แผน ความเหมาะสมของแผนอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด และแบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัย จำนวน 10 ข้อ  ค่าความสอดคล้อง 0.80-1.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน \u0000ผลการวิจัย: เด็กปฐมวัยหลังจากที่ได้รับการจัดกิจกรรมการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบคำถามปลายเปิดมีความฉลาดทางอารมณ์สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม\u0000สรุปผล: จะเห็นว่าคุณค่าของนิทานนั้นจะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านต่างๆ  โดยเฉพาะการส่งเสริมด้านความฉลาดทางอารมณ์ได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเมื่อครูเล่านิทานควรถามคําถามปลายเปิดให้เด็กคิดหาคําตอบหลาย ๆ คําตอบซึ่งจะส่งผลต่อความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัยได้เป็นอย่างดี","PeriodicalId":505621,"journal":{"name":"Interdisciplinary Academic and Research Journal","volume":"54 16","pages":""},"PeriodicalIF":0.0,"publicationDate":"2024-04-07","publicationTypes":"Journal Article","fieldsOfStudy":null,"isOpenAccess":false,"openAccessPdf":"","citationCount":null,"resultStr":null,"platform":"Semanticscholar","paperid":"140733509","PeriodicalName":null,"FirstCategoryId":null,"ListUrlMain":null,"RegionNum":0,"RegionCategory":"","ArticlePicture":[],"TitleCN":null,"AbstractTextCN":null,"PMCID":"","EPubDate":null,"PubModel":null,"JCR":null,"JCRName":null,"Score":null,"Total":0}
引用次数: 0
การพัฒนาชุดการสอน เรื่องหลักการใช้ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 การพัฒนาชุดการสอน เรื่องหลักการใช้ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
Pub Date : 2024-04-07 DOI: 10.60027/iarj.2024.275097
วีระศักดิ์ จงเลขา, อโณทัย บุณยะบูรณ์, ณรงค์ฤทธิ์ ยิ้มเจริญพรสกุล, สุภาพร โคตรสงคราม, ศุภรัตน์ อัครพิสิฐ, ชมพูนุช เหรียญปรีชา
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดการสอน เรื่องหลักการใช้ภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดการสอน เรื่องหลักการใช้ภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 27 คนระเบียบวิธีการวิจัย: เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าได้แก่ ชุดการสอนเรื่อง หลักการใช้ภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 10 ชุด และ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง หลักการใช้ภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นข้อสอบปรนัย (Multiple Choice) แบบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการศึกษา: ผลการศึกษาพบว่า  1) ชุดการสอน เรื่อง หลักการใช้ภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.19/82.40 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2) นักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอน เรื่อง หลักการใช้ภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01สรุปผล: การศึกษานี้เกินมาตรฐานที่กำหนดไว้สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของกลยุทธ์การสอนตามหลักภาษา นอกจากนี้ สมมติฐานของการศึกษายังได้รับการเสริมความเข้าใจด้านไวยากรณ์ไทยให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยมีนัยสำคัญทางสถิติสนับสนุนที่ระดับ 0.01 ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันประสิทธิผลของการพัฒนาเสริมไทยในหลักสูตร
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์:การศึกษาค้นคว้าครังนี้มีวัตถปุระสงค์ 1) เพือสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดการสอน เรื่องหาลัการใช้ภาษากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับันกเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดการสอนเรรืองหาลักการใช้าภษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภษาไทย สำหารับนกเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่นเรียนแและหางเรียนกลงั่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึษา 2566 จำนวน 1 ห้อเงรียน จำนวน 27 คนระเบียบวิธีการวจัย:เครืองมือที่ใช้ในการศึกษาคนคว้าได้แก่ ชุดการสอนเรือง หลักการใช้ภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยสำรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 10 ชุด และ แบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง หลัการใช้ภาษากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับันกเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นข้สอบปรนัย (Multiple Choice) แบบ 4 ตัวเลอืจำนวน 40 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐนาผลการศึกษา:ผการศึกษาพบว่า 1) ชุดการสอน เรื่อง หัการใช้ภาษา กลุ่มสาระารเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับันกเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากบั 84.19/82.40 สูงกวาเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2) นักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอน เรื่อง หาลัการใช้าภษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยสำรับันเรียนชั้นมัธยมศึกษาีปที่ 2 มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเียนหลังเรียนสูงกว่ากอนเรียน อย่างมีนยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01สรุปผล:การศึกษานี้เกินมาตรฐานที่กำหนดฐานที่กำหนดฐานที่กำหนดฐานที่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และแสดงใหเห็นถึงประสิทธิภาพขอกงลยทธ์การสอนตามหนจากนี้สมมติฐานของการศึกษายังได้รับการเสริมควาเข้าใจด้านไวยากรณ์ไทยให้ดีขึ้นอ่ยางเห็นได้ชัด โดดยมีนัยสำคัญทางสถติสนับสุนที่ระดับ 0.01 ึซ่งเป็นเครือนยันประสิทธิผลของการพัฒนาเสริมไทยในหลักสูตร
{"title":"การพัฒนาชุดการสอน เรื่องหลักการใช้ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2","authors":"วีระศักดิ์ จงเลขา, อโณทัย บุณยะบูรณ์, ณรงค์ฤทธิ์ ยิ้มเจริญพรสกุล, สุภาพร โคตรสงคราม, ศุภรัตน์ อัครพิสิฐ, ชมพูนุช เหรียญปรีชา","doi":"10.60027/iarj.2024.275097","DOIUrl":"https://doi.org/10.60027/iarj.2024.275097","url":null,"abstract":"ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดการสอน เรื่องหลักการใช้ภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดการสอน เรื่องหลักการใช้ภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 27 คน\u0000ระเบียบวิธีการวิจัย: เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าได้แก่ ชุดการสอนเรื่อง หลักการใช้ภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 10 ชุด และ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง หลักการใช้ภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นข้อสอบปรนัย (Multiple Choice) แบบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน\u0000ผลการศึกษา: ผลการศึกษาพบว่า  1) ชุดการสอน เรื่อง หลักการใช้ภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.19/82.40 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2) นักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอน เรื่อง หลักการใช้ภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01\u0000สรุปผล: การศึกษานี้เกินมาตรฐานที่กำหนดไว้สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของกลยุทธ์การสอนตามหลักภาษา นอกจากนี้ สมมติฐานของการศึกษายังได้รับการเสริมความเข้าใจด้านไวยากรณ์ไทยให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยมีนัยสำคัญทางสถิติสนับสนุนที่ระดับ 0.01 ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันประสิทธิผลของการพัฒนาเสริมไทยในหลักสูตร","PeriodicalId":505621,"journal":{"name":"Interdisciplinary Academic and Research Journal","volume":"46 20","pages":""},"PeriodicalIF":0.0,"publicationDate":"2024-04-07","publicationTypes":"Journal Article","fieldsOfStudy":null,"isOpenAccess":false,"openAccessPdf":"","citationCount":null,"resultStr":null,"platform":"Semanticscholar","paperid":"140733954","PeriodicalName":null,"FirstCategoryId":null,"ListUrlMain":null,"RegionNum":0,"RegionCategory":"","ArticlePicture":[],"TitleCN":null,"AbstractTextCN":null,"PMCID":"","EPubDate":null,"PubModel":null,"JCR":null,"JCRName":null,"Score":null,"Total":0}
引用次数: 0
Study of Employee Satisfaction After Improving the Product Storage System in the Warehouse of Kerry Express Co., Ltd., Rama 7 Branch 嘉里快运有限公司拉玛7分部仓库产品储存系统改进后的员工满意度研究
Pub Date : 2024-04-06 DOI: 10.60027/iarj.2024.274912
Thanittha Soithong, Krit Thubchula, Chompoonut Rianpreecha, Narongrid Yimcharoenpornsakul, Pipatphon Lapamonpinya
Background and Aims: Currently, the spread of the COVID-19 virus, as a result, the e-commerce business has grown significantly. As a result, the volume of parcels that need to be delivered in the logistics system has greatly increased. When the number of products exceeds the warehouse and increases every day, the delivery of products is delayed. and not following the period It directly affects the business, causing customers to lose confidence in using the service next time. The objectives of this research were 1) to improve the storage system and increase the efficiency of picking. Dispense goods within the warehouse, 2) gain knowledge in organizing the warehouse system.Methodology: The research is quantitative. The Population is 130 employees of Kerry Express Co., Ltd., Rama 7 branch, in the parcel warehouse and delivering parcels to customers. The researcher uses a questionnaire as a data collection tool. The statistics used to analyze the data were descriptive statistics consisting of percentage, frequency, mean, and standard deviation and inferential statistics including Independent Sample t-test, One Way ANOVA, and multiple regression analysis.Results: The results found that; 1) Improving the storage system using the FIFO (First in First Out) theory can make the work more efficient based on questionnaire responses. The overall satisfaction in using the FIFO (First in First Out) theory was at the highest level. Considering this individually, it was found that the application of the FIFO system enabled your organization to solve the problem of delayed delivery with the highest average.2) Improving the working system using the FIFO (First in First Out) theory, allowing the work to work efficiently whether it is easier to work, work faster reduces work problems, and no residual product. As a result, the efficiency of goods issued within the warehouse is more efficient.Conclusion: By using the FIFO (First in First Out) theory, that is, the goods that come in first will be exported first. Therefore, the problem of residual products in the warehouse is reduced. and can work faster.
背景和目的:目前,由于 COVID-19 病毒的传播,电子商务业务大幅增长。因此,物流系统中需要交付的包裹量也大大增加。当产品数量超过仓库且每天都在增加时,产品的交付就会出现延迟,不按期交付,直接影响业务,使客户失去下次使用服务的信心。本研究的目标是:1)改进仓储系统,提高分拣效率。2) 获得组织仓库系统的知识:研究为定量研究。研究对象是嘉里速递有限公司拉玛 7 分部的 130 名员工,他们在包裹仓库工作并向客户派送包裹。研究人员使用问卷作为数据收集工具。用于分析数据的统计方法有描述性统计(包括百分比、频率、平均值和标准偏差)和推论性统计(包括独立样本 t 检验、单向方差分析和多元回归分析):结果发现:1)根据问卷调查结果,使用先进先出(FIFO)理论改进存储系统可以提高工作效率。使用先进先出理论的总体满意度最高。2) 利用先进先出理论改进工作系统,使工作更有效率,无论是工作更轻松、工作更快速都减少了工作问题,而且没有残留产品。因此,仓库内的货物发放效率更高:采用先进先出(FIFO)理论,即先入库的货物先出库。因此,仓库中的剩余产品问题减少了,工作效率也提高了。
{"title":"Study of Employee Satisfaction After Improving the Product Storage System in the Warehouse of Kerry Express Co., Ltd., Rama 7 Branch","authors":"Thanittha Soithong, Krit Thubchula, Chompoonut Rianpreecha, Narongrid Yimcharoenpornsakul, Pipatphon Lapamonpinya","doi":"10.60027/iarj.2024.274912","DOIUrl":"https://doi.org/10.60027/iarj.2024.274912","url":null,"abstract":"Background and Aims: Currently, the spread of the COVID-19 virus, as a result, the e-commerce business has grown significantly. As a result, the volume of parcels that need to be delivered in the logistics system has greatly increased. When the number of products exceeds the warehouse and increases every day, the delivery of products is delayed. and not following the period It directly affects the business, causing customers to lose confidence in using the service next time. The objectives of this research were 1) to improve the storage system and increase the efficiency of picking. Dispense goods within the warehouse, 2) gain knowledge in organizing the warehouse system.\u0000Methodology: The research is quantitative. The Population is 130 employees of Kerry Express Co., Ltd., Rama 7 branch, in the parcel warehouse and delivering parcels to customers. The researcher uses a questionnaire as a data collection tool. The statistics used to analyze the data were descriptive statistics consisting of percentage, frequency, mean, and standard deviation and inferential statistics including Independent Sample t-test, One Way ANOVA, and multiple regression analysis.\u0000Results: The results found that; 1) Improving the storage system using the FIFO (First in First Out) theory can make the work more efficient based on questionnaire responses. The overall satisfaction in using the FIFO (First in First Out) theory was at the highest level. Considering this individually, it was found that the application of the FIFO system enabled your organization to solve the problem of delayed delivery with the highest average.2) Improving the working system using the FIFO (First in First Out) theory, allowing the work to work efficiently whether it is easier to work, work faster reduces work problems, and no residual product. As a result, the efficiency of goods issued within the warehouse is more efficient.\u0000Conclusion: By using the FIFO (First in First Out) theory, that is, the goods that come in first will be exported first. Therefore, the problem of residual products in the warehouse is reduced. and can work faster.","PeriodicalId":505621,"journal":{"name":"Interdisciplinary Academic and Research Journal","volume":"44 4","pages":""},"PeriodicalIF":0.0,"publicationDate":"2024-04-06","publicationTypes":"Journal Article","fieldsOfStudy":null,"isOpenAccess":false,"openAccessPdf":"","citationCount":null,"resultStr":null,"platform":"Semanticscholar","paperid":"140734146","PeriodicalName":null,"FirstCategoryId":null,"ListUrlMain":null,"RegionNum":0,"RegionCategory":"","ArticlePicture":[],"TitleCN":null,"AbstractTextCN":null,"PMCID":"","EPubDate":null,"PubModel":null,"JCR":null,"JCRName":null,"Score":null,"Total":0}
引用次数: 0
ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม
Pub Date : 2024-04-06 DOI: 10.60027/iarj.2024.274820
ณัฐชา ผุดผ่อง, สามารถ อัยกร, ชาติชัย อุดมกิจมงคล
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: จริยธรรมของผู้นำเป็นหัวใจสำคัญของภาวะผู้นำ เพราะหากผู้นำมีจริยธรรมจะช่วยสร้างให้เกิดและส่งเสริมค่านิยมที่มีจริยธรรมขององค์การด้วย ซึ่งค่านิยมที่ผู้นำสนับสนุนจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อค่านิยมขององค์การ และเนื่องจากอิทธิพลของผู้นำดังกล่าว ผู้นำจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างบรรยากาศทางจริยธรรมให้เกิดขึ้นในองค์การของพวกเขาและเป็นแบบอย่างที่ดีในการมีจริยธรรมให้แก่ผู้อื่น ดังนั้นการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมและประสิทธิผลการปฏิบัติงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม 2) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลการปฏิบัติงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม ตามความเห็นของประชาชน เมื่อจำแนกตามคุณลักษณะส่วนบุคคล 3) เพื่อศึกษาอิทธิพลของภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอวังยาง จังหวัดนครพนมระเบียบวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 388 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณผลการวิจัย: (1) ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของกำนันผู้ใหญ่บ้าน ในเขตอำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ประสิทธิผลการปฏิบัติงานของกำนันผู้ใหญ่บ้าน ในเขตอำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (2) ประสิทธิผลการปฏิบัติงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม ตามความเห็นของประชาชน แตกต่างกันตามคุณลักษณะส่วนบุคคลด้านตำบลที่อาศัยอยู่ ยกเว้นคุณลักษณะส่วนบุคคลด้านเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือน (3) ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของกำนันผู้ใหญ่บ้าน ด้านการดูแลผู้อื่น (β=.418) ด้านการแนะนำด้านจริยธรรม (β=.377) ด้านความใส่ใจในระยะยาว (β=.270) ด้านความซื่อสัตย์ (β=.225) ด้านความยุติธรรม (β=.192) และด้านการแบ่งปันอำนาจ (β=.124) มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยสามารถร่วมกันทำนายระดับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม ได้ร้อยละ 65.00 (R2Adj=.650) ยกเว้นด้านความชัดเจนในบทบาทสรุปผล: การศึกษาชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างความเป็นผู้นำทางจริยธรรมในระดับสูงกับประสิทธิผลของกำนันและผู้ใหญ่บ้าน แม้ว่าประสิทธิภาพในระดับภูมิภาคจะแตกต่างกันไปตามถิ่นที่อยู่ แต่การไม่มีความแตกต่างที่มีนัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยทางประชากรศาสตร์ บ่งชี้ถึงมาตรฐานความมีประสิทธิผลที่สอดคล้องกัน การระบุคุณสมบัติความเป็นผู้นำทางจริยธรรมที่เฉพาะเจาะจงในฐานะตัวทำนายที่สำคัญ เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญที่เกิดจากคุณลักษณะต่างๆ เช่น การดูแลผู้อื่น การชี้แนะทางจริยธรรม การดูแลระยะยาว ความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม และการแบ่งปันอำนาจ สิ่งนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปลูกฝังมิติทางจริยธรรมเหล่านี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานโดยรวมของผู้นำท้องถิ่นในเขตวังยาง
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์:จริยธรรมของผู้นำเป็นหัวใจสำคัญของภาวะผู้นำ เพราะหากผู้นำมจีริยธรรมจะช่วยสร้างให้เกิดและส่งเสิมค่านิยมที่มจีริยธรรมขององค์การด้วยผู้นำสนับสนุนจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อค่านิยมของอค์การดังนั้นการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1) เพือศึษาระดับภาวะผู้นำเชิงจริยธรมและประสิทธิผลการปฏิบัติงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเตอำเภอวังยางจังหวัดนครพนม 2) เพือเปรียบเทียบประสิทธิผลการปฏิบัติงานของกนำัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอวังยาง จังหวัดนครพนมตามความเห็นของประชาชน เมื่อจำแนกตามคุณลักษณะส่วนบุคคล 3) เพื่อศึกษาอิทธิพลของภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานขงอกำนันผู้ใหญ่บานในเขตอำเภอวังยาง จังหวัดนครพนมระเบียบวิธีการวิจัย:มตัวอย่าง เด้แก่ ประชาชนที่มีภูมิลำเนายอู่ในเขตอำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปจำนวน 388 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่าแบบชั้นภูมิ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรมข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณผลการวิจัย:(1) ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของกำนันผู้ใหญบ่้าน ในเขอตำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากประสิทธิผลากรปฏบัติงานของกำนันผู้ใหญบ่้าน ในเขตอำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (2) ประสิทธิผลากรปฏบัติงานของกำนันผู้ใหญ่บานในเขตอำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม ตามความเห็นของประชาชน แตกต่างกันตามคุณลักษณะส่วบุคคลด้านตำบลที่อาศัยอยู่(3) ภาวะผู้นำเชิงจริยธรมของกำนันผู้ใหญ่บ้าน ด้านารูดแลผู้อื่น (β=.418) ด้านการแนะนำด้านจริยธรรม (β=.377) ด้านความใส่ใจในระยะยาว (β=.270) ด้านความซื่อสัยต์ (β=.225) ด้านความยุติธรรม (β=.192) และด้านการแบ่งปนอำนาจ (β=.124) มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยสามารถร่วมกันทำนายระดับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม ได้ร้อยละ 65.00 (R2Adj=.650) ยกเว้นด้านความชัดเจนในบทบาทสรุปผล:การศึกษาชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างความเป็นผู้นำทางจริยธรรมในระดับสูงกับประสิทธิผลของกำนันและผู้ใหญ่บ้าน แม้ว่าประสิทธิภาพในระดับภูมิภาคจะแตกต่างกันไปตามถิ่นที่อยู่แต่การไมี่มีควาแตกางที่มีนัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยทางประชากรศาสตร์ บ่งชี้ถึงมาตรฐานความมปีระสิทธิผลที่สอดคล้องกันการระบุคุณสมบัติความเป็นผู้นำทางจริยธรรมที่เฉพาะเจาะจงในฐานะตัวทำนายที่สำคัญ เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญที่เกิดจากคุณลักษณะต่างๆ เช่น การดูแลผู้อื่น การชี้แนะทางจริยธรรม การดูแลระยะยาวความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม และการแบ่งปันอำนาจ สิ่งนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปลูกฝังมิติทางจริยธรรมเหล่านี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานโดยรวมของผู้นำท้องถิ่นในเขตวังยาง
{"title":"ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม","authors":"ณัฐชา ผุดผ่อง, สามารถ อัยกร, ชาติชัย อุดมกิจมงคล","doi":"10.60027/iarj.2024.274820","DOIUrl":"https://doi.org/10.60027/iarj.2024.274820","url":null,"abstract":"ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: จริยธรรมของผู้นำเป็นหัวใจสำคัญของภาวะผู้นำ เพราะหากผู้นำมีจริยธรรมจะช่วยสร้างให้เกิดและส่งเสริมค่านิยมที่มีจริยธรรมขององค์การด้วย ซึ่งค่านิยมที่ผู้นำสนับสนุนจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อค่านิยมขององค์การ และเนื่องจากอิทธิพลของผู้นำดังกล่าว ผู้นำจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างบรรยากาศทางจริยธรรมให้เกิดขึ้นในองค์การของพวกเขาและเป็นแบบอย่างที่ดีในการมีจริยธรรมให้แก่ผู้อื่น ดังนั้นการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมและประสิทธิผลการปฏิบัติงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม 2) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลการปฏิบัติงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม ตามความเห็นของประชาชน เมื่อจำแนกตามคุณลักษณะส่วนบุคคล 3) เพื่อศึกษาอิทธิพลของภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม\u0000ระเบียบวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 388 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ\u0000ผลการวิจัย: (1) ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของกำนันผู้ใหญ่บ้าน ในเขตอำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ประสิทธิผลการปฏิบัติงานของกำนันผู้ใหญ่บ้าน ในเขตอำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (2) ประสิทธิผลการปฏิบัติงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม ตามความเห็นของประชาชน แตกต่างกันตามคุณลักษณะส่วนบุคคลด้านตำบลที่อาศัยอยู่ ยกเว้นคุณลักษณะส่วนบุคคลด้านเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือน (3) ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของกำนันผู้ใหญ่บ้าน ด้านการดูแลผู้อื่น (β=.418) ด้านการแนะนำด้านจริยธรรม (β=.377) ด้านความใส่ใจในระยะยาว (β=.270) ด้านความซื่อสัตย์ (β=.225) ด้านความยุติธรรม (β=.192) และด้านการแบ่งปันอำนาจ (β=.124) มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยสามารถร่วมกันทำนายระดับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม ได้ร้อยละ 65.00 (R2Adj=.650) ยกเว้นด้านความชัดเจนในบทบาท\u0000สรุปผล: การศึกษาชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างความเป็นผู้นำทางจริยธรรมในระดับสูงกับประสิทธิผลของกำนันและผู้ใหญ่บ้าน แม้ว่าประสิทธิภาพในระดับภูมิภาคจะแตกต่างกันไปตามถิ่นที่อยู่ แต่การไม่มีความแตกต่างที่มีนัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยทางประชากรศาสตร์ บ่งชี้ถึงมาตรฐานความมีประสิทธิผลที่สอดคล้องกัน การระบุคุณสมบัติความเป็นผู้นำทางจริยธรรมที่เฉพาะเจาะจงในฐานะตัวทำนายที่สำคัญ เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญที่เกิดจากคุณลักษณะต่างๆ เช่น การดูแลผู้อื่น การชี้แนะทางจริยธรรม การดูแลระยะยาว ความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม และการแบ่งปันอำนาจ สิ่งนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปลูกฝังมิติทางจริยธรรมเหล่านี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานโดยรวมของผู้นำท้องถิ่นในเขตวังยาง","PeriodicalId":505621,"journal":{"name":"Interdisciplinary Academic and Research Journal","volume":"35 16","pages":""},"PeriodicalIF":0.0,"publicationDate":"2024-04-06","publicationTypes":"Journal Article","fieldsOfStudy":null,"isOpenAccess":false,"openAccessPdf":"","citationCount":null,"resultStr":null,"platform":"Semanticscholar","paperid":"140734249","PeriodicalName":null,"FirstCategoryId":null,"ListUrlMain":null,"RegionNum":0,"RegionCategory":"","ArticlePicture":[],"TitleCN":null,"AbstractTextCN":null,"PMCID":"","EPubDate":null,"PubModel":null,"JCR":null,"JCRName":null,"Score":null,"Total":0}
引用次数: 0
ความสุขในการทำงานและความผูกพันในงานที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ความสุขในการทำงานและความผูกพันในงานที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร
Pub Date : 2024-04-05 DOI: 10.60027/iarj.2024.274860
ปรียานุช เกตุบำรุง, ชาติชัย อุดมกิจมงคล, สามารถ อัยกร
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: ในปัจจุบันองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนต่างให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้บุคลากรมีความสุขในการทำงาน ด้วยเหตุผลว่าการที่บุคลากรมีความสุขในการทำงานเป็นสิ่งสำคัญอันจะนำมาซึ่งความสำเร็จขององค์กรในอนาคต ทั้งนี้เพราะบุคลากรที่มีความสุขกับการทำงานจะมีความผูกพันและจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  ดังนั้นการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความสุขในการทำงาน ความผูกพันในงาน และประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร 2) ศึกษาอิทธิพลของความสุขในการทำงาน และความผูกพันในงาน ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนครระเบียบวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร จำนวน 268 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณผลการวิจัย: (1) ความสุขในการทำงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก   ความผูกพันในงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก   ประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก   (2) ความสุขในการทำงาน ด้านความสำเร็จในงาน (β=.415) ด้านความรักในงาน (β=.218) ด้านการเป็นที่ยอมรับ (β=.201) และด้านการติดต่อสัมพันธ์ (β=.127) มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สามารถร่วมกันพยากรณ์ระดับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร ได้ร้อยละ 77.10 (R2Adj=.771) ความผูกพันในงานด้านความทุ่มเทในการทำงาน (β =.705) และด้านความรู้สึกเป็นอันหนึ่งกันเดียวกับงาน (β =.327) มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สามารถร่วมกันพยากรณ์ระดับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร ได้ร้อยละ 79.60 (R2Adj=.796) ยกเว้นด้านความขยันขันแข็งสรุปผล: การศึกษานี้ยืนยันความสัมพันธ์เชิงบวกที่แข็งแกร่งระหว่างความสุขในการทำงาน ความผูกพันในการทำงาน และประสิทธิภาพการปฏิบัติงานโดยรวมของบุคลากรฝ่ายบริหารในอำเภอเมืองสกลนคร ปัจจัยเฉพาะ เช่น ความสำเร็จในการทำงาน ความรักในการทำงาน และการยอมรับในที่ทำงาน มีส่วนสำคัญในการทำนายประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน อย่างไรก็ตาม การไม่มีอิทธิพลที่สำคัญจากความขยันหมั่นเพียรต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานอย่างน่าทึ่ง ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยอื่นๆ อาจมีบทบาทที่โดดเด่นกว่าในการพิจารณาประสิทธิผลโดยรวมของบุคลากรฝ่ายบริหารในเขต
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์:ในปัจจุบันองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนต่างให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้บุคลากรมีความสุขในการทำงาน ด้วยเหตุผลว่าการที่บุคลากรมีความสุขในการทำงานเป็นสิ่งสำคัญอันจะนำมาซึ่งความสำเร็จขององค์กรในอนาคตทั้งนี้เพราะบุคลากรที่มีความสุขกับการทำงานจะมีความผูกพันและจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นการวจัยครั้งนี้มีวตัถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาระดับความสุขในการทำงาน ความผูกพันในงาน และประสิทธิผลากรปฏิบัติงานของบุคอกรรองค์กรปกคอรงสินในเขตอำเภอเมืองสกลนคร 2) ศึกษาอิทธิพลองความสุขในการทำงานผูกพันในงาน ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กรปกครองถิ่นในเขตอำเภอเมออืงสกลนคระเบียบวิธีการวิจัย:กลุ่มตัวอย่าง เด้แก่ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร จำนวน 268 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยใช้แบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็รบวมข้อม(1) เด็กเสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ขข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณผลการวิจัย:(1) ความสุขในการทำงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ในเขตอำเภอเมืองสกลนคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากความผูกพันในงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ในเขตอำเภอเมืองสกลนครโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (2) ความสุขในการทำงาน ด้านความสำเร็จในงาน (β=.415) ด้านความรักในงาน (β=.218) ด้านการเป็นที่ยอมรับ (β=.201)และด้านการติดต่อสัมพันธ์ (β=.127) มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดบ .01 สามารถร่วมกันพยากรณ์ระดับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร ได้รอยละ 77.10 (R2Adj=.771) ความผูกพันในงานด้านความทุ่มเทในการทำงาน (β =.705) และด้านความรู้สึกเป็นันหนึ่งกันเดียวกับงาน (β =.327) มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กรปกคอรงส่วนท้องถิ่นในเขตอำภเอเมืองสกลนคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดบั .01 สามารถร่วมกันพยากรณ์ระดับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร ได้ร้อยละ 79.60 (R2Adj=.796) ยกเว้นด้านความขยันขันแข็งสรุปผล:การศึกษานี้ยืนยันความสัมพันธ์เชิงบวกที่แข็งแกร่งระหว่างความสุขในการทำงาน ความผูกพันในการทำงานและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานโดยรวมของบุคลากรฝ่ายบริหารในการทำงาน และการยอมรับในที่ทำงานมีส่วนสำคัญในการทำนายประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน อย่างไรก็ตาม การไมีอิทธิพลที่สำคัญจากความขยันหมั่นเพียรต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานอ่ยางน่าทึ่งชี้ให้เห็นว่าปัจัยอื่นๆ อาจมีบทบาที่โดดเด่นกว่าในการพจิจารณาประสิทธิผลโดยรวมของบุคลากรฝ่ายบริหารในเต
{"title":"ความสุขในการทำงานและความผูกพันในงานที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร","authors":"ปรียานุช เกตุบำรุง, ชาติชัย อุดมกิจมงคล, สามารถ อัยกร","doi":"10.60027/iarj.2024.274860","DOIUrl":"https://doi.org/10.60027/iarj.2024.274860","url":null,"abstract":"ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: ในปัจจุบันองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนต่างให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้บุคลากรมีความสุขในการทำงาน ด้วยเหตุผลว่าการที่บุคลากรมีความสุขในการทำงานเป็นสิ่งสำคัญอันจะนำมาซึ่งความสำเร็จขององค์กรในอนาคต ทั้งนี้เพราะบุคลากรที่มีความสุขกับการทำงานจะมีความผูกพันและจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  ดังนั้นการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความสุขในการทำงาน ความผูกพันในงาน และประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร 2) ศึกษาอิทธิพลของความสุขในการทำงาน และความผูกพันในงาน ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร\u0000ระเบียบวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร จำนวน 268 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ\u0000ผลการวิจัย: (1) ความสุขในการทำงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก   ความผูกพันในงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก   ประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก   (2) ความสุขในการทำงาน ด้านความสำเร็จในงาน (β=.415) ด้านความรักในงาน (β=.218) ด้านการเป็นที่ยอมรับ (β=.201) และด้านการติดต่อสัมพันธ์ (β=.127) มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สามารถร่วมกันพยากรณ์ระดับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร ได้ร้อยละ 77.10 (R2Adj=.771) ความผูกพันในงานด้านความทุ่มเทในการทำงาน (β =.705) และด้านความรู้สึกเป็นอันหนึ่งกันเดียวกับงาน (β =.327) มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สามารถร่วมกันพยากรณ์ระดับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร ได้ร้อยละ 79.60 (R2Adj=.796) ยกเว้นด้านความขยันขันแข็ง\u0000สรุปผล: การศึกษานี้ยืนยันความสัมพันธ์เชิงบวกที่แข็งแกร่งระหว่างความสุขในการทำงาน ความผูกพันในการทำงาน และประสิทธิภาพการปฏิบัติงานโดยรวมของบุคลากรฝ่ายบริหารในอำเภอเมืองสกลนคร ปัจจัยเฉพาะ เช่น ความสำเร็จในการทำงาน ความรักในการทำงาน และการยอมรับในที่ทำงาน มีส่วนสำคัญในการทำนายประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน อย่างไรก็ตาม การไม่มีอิทธิพลที่สำคัญจากความขยันหมั่นเพียรต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานอย่างน่าทึ่ง ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยอื่นๆ อาจมีบทบาทที่โดดเด่นกว่าในการพิจารณาประสิทธิผลโดยรวมของบุคลากรฝ่ายบริหารในเขต","PeriodicalId":505621,"journal":{"name":"Interdisciplinary Academic and Research Journal","volume":"55 10","pages":""},"PeriodicalIF":0.0,"publicationDate":"2024-04-05","publicationTypes":"Journal Article","fieldsOfStudy":null,"isOpenAccess":false,"openAccessPdf":"","citationCount":null,"resultStr":null,"platform":"Semanticscholar","paperid":"140736637","PeriodicalName":null,"FirstCategoryId":null,"ListUrlMain":null,"RegionNum":0,"RegionCategory":"","ArticlePicture":[],"TitleCN":null,"AbstractTextCN":null,"PMCID":"","EPubDate":null,"PubModel":null,"JCR":null,"JCRName":null,"Score":null,"Total":0}
引用次数: 0
การเปรียบเทียบปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกประกอบวิชาชีพครู ของครูที่มีภูมิหลังต่างกัน การเปรียบเทียบปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกประกอบวิชาชีพครู ของครูที่มีภูมิหลังต่างกัน
Pub Date : 2024-04-05 DOI: 10.60027/iarj.2024.274665
สุวิมล อาภาพันธุ์, จุฑามาศ แสงงาม, กมลทิพย์ ศรีหาเศษ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การศึกษาถือเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของมนุษย์ ซึ่งองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งของการศึกษาคือครูที่นอกจากหน้าที่สอนแล้วผู้ประกอบวิชาชีพครูยังมีบทบาทในฐานะนักการศึกษาที่มีหน้าที่ให้ความรู้แก่คนรุ่นต่อไปของประเทศชาติ แต่การประกอบวิชาชีพครูยยังพบปัญหาเกี่ยวกับการคัดเลือก สรรหา หรือรักษาอัตราการคงอยู่ของครูในระบบ การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกประกอบวิชาชีพครูของครูที่มีภูมิหลังต่างกัน และ (2) เปรียบเทียบปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกประกอบวิชาชีพครูของครูที่มีภูมิหลังต่างกันระเบียบวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือครูโรงเรียนรัฐบาลและเอกชน ในกลุ่มเขตตะวันออก จำนวน 3 เขต ได้แก่ เขตมีนบุรี เขตหนองจอก และเขตสะพานสูง จำนวน 370 คน โดยใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุสองทางผลการวิจัย:  (1) ปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกประกอบวิชาชีพครูของครูที่มีภูมิหลังต่างกัน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (M=4.14, SD=0.53 และ M=4.41, SD=0.57 ตามลำดับ) และ (2) ครูที่มีวุฒิการศึกษาที่สำเร็จต่างกันมีระดับปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกประกอบวิชาชีพครูแตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญ .05 ส่วนครูที่มียุคสมัยของกลุ่มคนตามช่วงอายุต่างกันไม่มีความแตกต่างกันสรุปผล: การวิจัยเน้นย้ำถึงผลกระทบที่สำคัญจากปัจจัยทั้งภายนอกและภายในต่อการตัดสินใจของครูในการประกอบอาชีพครูโดยไม่คำนึงถึงภูมิหลังที่หลากหลาย นอกจากนี้ อิทธิพลของปัจจัยเหล่านี้มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในหมู่ครูที่มีคุณสมบัติทางการศึกษาที่แตกต่างกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งอายุไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเข้าสู่วิชาชีพครูของแต่ละบุคคล
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์:การศึกษาถือเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดประการหน่ึของนุษย์แต่การประกอบวิชาชีพครูยยังพบปัญหาเกียวกอบการัคดเลือก สรหาหรือรักษาอัตราการคงอยู่ของครูในระบบ การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกประกอบวิชาชีพครูของครูที่มีภูมิหลังต่างกันและ (2) เปรียบเทียบปัจัยภายนอกแลัจะปจัยภายในที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกประกอบวิชาชีพรูของครูที่มีภูมิหางต่างกันระเบียบวิธีการิวจัย:370 คน โด็กระเอกชน มตัวอย่างที่ใช้ในการวจัยือครูโรงเรียนรัฐบารและเอกชน ในกลุ่มเขตะวันอก จำนวน 3 เขต ได้แก่ เขตมีนบุรี เขตหนองจอก และเขตสะพานสูง จำนวน370 คน โดยใช้การสุ่มแบบหายขั้นตอน เครื่องมืทอี่ใช้ในการวิจัยคอืแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุสองทางผลการวิจัย: (1) ปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกประอกบวิชาชีพครูของครูที่มีภูมิหลังต่างกัน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (m=4.14, SD=0.53 และ M=4.41, SD=0.57 ตามลำดับ) และ (2) ครูที่มีวุฒิการศึกษาที่สำเร็จต่างกันมีระดับปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกประกอบวิชาชีพครูแตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญ .05 ส่วนครูที่มียุคสมัยของกลุ่มคนตามช่วงอายุต่างกันไม่มีความแตกต่างกันสรุปผล:การัยเน้นย้ำถึงผลาระทบที่สำคัญจากปัจัยทั้งภายนอกและภายในต่อการตัดสินใจของครูในการประกอบอาชีพครูดยไมคอกอนึงถึงภายในต่อการตัดที่ยผลายอิทธิพลของปัจจัยเหล่านี้มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในหมู่ครูที่มีคุณสมบัติทางการศึกษาที่แตกต่างกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งอายุไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเข้าสู่วิชาชีพครูของแต่ละบุคคล
{"title":"การเปรียบเทียบปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกประกอบวิชาชีพครู ของครูที่มีภูมิหลังต่างกัน","authors":"สุวิมล อาภาพันธุ์, จุฑามาศ แสงงาม, กมลทิพย์ ศรีหาเศษ","doi":"10.60027/iarj.2024.274665","DOIUrl":"https://doi.org/10.60027/iarj.2024.274665","url":null,"abstract":"ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การศึกษาถือเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของมนุษย์ ซึ่งองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งของการศึกษาคือครูที่นอกจากหน้าที่สอนแล้วผู้ประกอบวิชาชีพครูยังมีบทบาทในฐานะนักการศึกษาที่มีหน้าที่ให้ความรู้แก่คนรุ่นต่อไปของประเทศชาติ แต่การประกอบวิชาชีพครูยยังพบปัญหาเกี่ยวกับการคัดเลือก สรรหา หรือรักษาอัตราการคงอยู่ของครูในระบบ การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกประกอบวิชาชีพครูของครูที่มีภูมิหลังต่างกัน และ (2) เปรียบเทียบปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกประกอบวิชาชีพครูของครูที่มีภูมิหลังต่างกัน\u0000ระเบียบวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือครูโรงเรียนรัฐบาลและเอกชน ในกลุ่มเขตตะวันออก จำนวน 3 เขต ได้แก่ เขตมีนบุรี เขตหนองจอก และเขตสะพานสูง จำนวน 370 คน โดยใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุสองทาง\u0000ผลการวิจัย:  (1) ปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกประกอบวิชาชีพครูของครูที่มีภูมิหลังต่างกัน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (M=4.14, SD=0.53 และ M=4.41, SD=0.57 ตามลำดับ) และ (2) ครูที่มีวุฒิการศึกษาที่สำเร็จต่างกันมีระดับปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกประกอบวิชาชีพครูแตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญ .05 ส่วนครูที่มียุคสมัยของกลุ่มคนตามช่วงอายุต่างกันไม่มีความแตกต่างกัน\u0000สรุปผล: การวิจัยเน้นย้ำถึงผลกระทบที่สำคัญจากปัจจัยทั้งภายนอกและภายในต่อการตัดสินใจของครูในการประกอบอาชีพครูโดยไม่คำนึงถึงภูมิหลังที่หลากหลาย นอกจากนี้ อิทธิพลของปัจจัยเหล่านี้มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในหมู่ครูที่มีคุณสมบัติทางการศึกษาที่แตกต่างกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งอายุไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเข้าสู่วิชาชีพครูของแต่ละบุคคล","PeriodicalId":505621,"journal":{"name":"Interdisciplinary Academic and Research Journal","volume":"24 S1","pages":""},"PeriodicalIF":0.0,"publicationDate":"2024-04-05","publicationTypes":"Journal Article","fieldsOfStudy":null,"isOpenAccess":false,"openAccessPdf":"","citationCount":null,"resultStr":null,"platform":"Semanticscholar","paperid":"140740211","PeriodicalName":null,"FirstCategoryId":null,"ListUrlMain":null,"RegionNum":0,"RegionCategory":"","ArticlePicture":[],"TitleCN":null,"AbstractTextCN":null,"PMCID":"","EPubDate":null,"PubModel":null,"JCR":null,"JCRName":null,"Score":null,"Total":0}
引用次数: 0
การวิเคราะห์ 7P ในการตลาดบริการของร้านสินค้าเกษตรอินทรีย์ ในอำเภอบางบัวทอง การวิเคราะห์ 7P ในการตลาดบริการของร้านสินค้าเกษตรอินทรีย์ ในอำเภอบางบัวทอง
Pub Date : 2024-04-05 DOI: 10.60027/iarj.2024.274867
ชลิตา ตริยาวนิช, ชิตพงษ์ อัยสานนท์, ชุติเดช มั่นคงธรรม
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: งานวิจัยนี้มุ่งศึกษการตลาดบริการของร้านสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยการทำความเข้าใจลักษณะประชากรศาสตร์ พฤติกรรมการซื้อ และความพึงพอใจของลูกค้าต่อกลยุทธ์การตลาดบริการ 7P ซึ่งเป็นตลาดที่กำลังเติบโตและมีศักยภาพสูงในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สำรวจลักษณะประชากรศาสตร์และคุณลักษณะส่วนบุคคลของลูกค้า (2) ศึกษาพฤติกรรมการซื้อและการตัดสินใจของลูกค้า (3) วิเคราะห์ความคิดเห็นและความพึงพอใจของลูกค้าต่อกลยุทธ์การตลาดบริการ 7P การวิจัยนี้ช่วยให้เข้าใจถึงความต้องการและความคาดหวังของลูกค้าในตลาดเกษตรอินทรีย์ได้ดียิ่งขึ้น และนำไปสู่การพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดที่มีประสิทธิผลเพื่อรองรับตลาดที่มีการแข่งขันสูงระเบียบวิธีการวิจัย: เป็นการวิจัยเชิงปริมาณที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลแบบสถิติเพื่อทำความเข้าใจกลยุทธ์การตลาดบริการ 7P ของร้านสินค้าเกษตรอินทรีย์ในอำเภอบางบัวทอง ประชากรหลักคือลูกค้าร้านสินค้าเกษตรอินทรีย์ในอำเภอบางบัวทอง กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง 385 คน โดยใช้สูตรของ Cochran และการสุ่มแบบตัดสินใจ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือหลัก ค่า IOC= 0.67 และ Cronbach's Alpha = 0.72 ใช้ในการยืนยันความเหมาะสมและความน่าเชื่อถือของแบบสอบถาม ใช้แบบสอบถามออนไลน์และแบบสอบถามกระดาษ จัดการและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ซอฟต์แวร์ทางสถิติ ใช้สถิติพื้นฐานในการวิเคราะห์ข้อมูลวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 และ 2 ใช้สถิติอนุมานแบบเชิงปริมาณในการวิเคราะห์ข้อมูลวัตถุประสงค์ข้อที่ 3ผลการวิจัย: พบว่าลูกค้าส่วนใหญ่เป็นหญิงอายุ 31-40 ปี ระดับการศึกษาปริญญาตรี เป็นพนักงานหรือลูกจ้างในบริษัทเอกชน พฤติกรรมการซื้อส่วนใหญ่เน้นที่ข้าวและผักจากซุปเปอร์มาร์เก็ตและตลาดสด ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครั้ง 501-1,500 บาท กลยุทธ์การตลาดบริการ ด้านผลิตภัณฑ์และราคาได้รับคะแนนความพึงพอใจสูงสุด การส่งเสริมการขายได้คะแนนต่ำสุด แสดงถึงความจำเป็นในการปรับปรุงในด้านนี้สรุปผล: การวิจัยในอำเภอบางบัวทองเกี่ยวกับกลยุทธ์การตลาด 7P ของร้านเกษตรอินทรีย์ชี้ให้เห็นว่า คุณภาพผลิตภัณฑ์ ราคา ทำเลที่ตั้ง และบุคลากรมีผลสำคัญต่อความพึงพอใจของลูกค้า ในขณะที่การส่งเสริมการขายต้องการพัฒนาเพิ่มเติม ผลลัพธ์นี้ช่วยแนะนำการปรับปรุงกลยุทธ์เพื่อเพิ่มความพึงพอใจและสร้างความภักดีของลูกค้า
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์:งานวิจัยนี้มุ่งศึกษารตาดบริกรองร้านสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยการทำความเข้าใจลักษณะประชากรศาสตร์ พฤติกรมการซื้อ และความพึงพอใจองลูกค้าต่อกลยุทธ์การตาดบริกรา7P เป็นตลาดที่กำลังเติบโตและมีศักยภาพสูงในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สำรวจลักษณะประชากรศาสตร์และคุณลักษณะส่นวบุคคลของลกค้า (2)ศึกษาพฤติกรรมการซื้อและการอตัดสินใจของลูกค้า (3) วิเคราะห์ความคิดเห็นและความพึงพใจของลูกค้าต่อกลยุทธ์การตาดบริการ 7pการวิจัยนี้ช่วยให้เข้าใจถึงความต้องการและความคาดหวังของลูกค้าในตลาดเกษตรอินทรีย์ได้ดียิ่งขึ้น และนำไปสู่การพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดที่มีประสิทธิผลเพื่อรองรับตลาดที่มีการแข่งขันสูงระเบียบวิธีการวิจัย:เป็นการวจัยเชิงปริมาณที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลแบสบถิติเพื่อทำความเข้าใกจลยุทธ์การตลารบริการ 7p ของร้านสินค้าเกษตรอินทรีย์ในอำเอภบางบวัทอง385 คน โดยใช้สูตรของ Cochran และการสุ่มแบตัดสินใจ ใช้แบสอบสอบถามเป็นเครอืงมอหลัก ค่า IOC= 0.67 และ Cronbach's Alpha = 0.72 เE43↩ช้ในการยืนยันความเหมาะสมและความน่าเชือถือขงอแบสอบถาม ใช้แบสอบถามอนไลน์และแบสอบถามกระดษา จัดการและวิเคราหะ์ข้อมูลโดยใช้ซอฟต์แวร์ทางสถิติใช้สถิติพื้นฐานในการวิเคราะห์ข้มูลวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 และ 2 ใช้สถิติอนุมานแบเชิงปริมาณในการวิเคราะห์ข้อมูลวัถุประสงค์ข้อที่ 3ผลการวิจัย:พบว่าลูกค้าส่วนใหญ่เป็นหญิงอายุ 31-40 ปี ระดับการศึกษาปริญญาตี เป็นพันกงานหรอือลูกจ้างในบริษัทเอกชน พฤติกรมการซื้อส่วนใหาญเน้นที่ข้าวและผักจากซุปเปอร์มาร์เก็กและตาลดสด ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครั้ง 501-1、500 มตาท กลยุทธ์การตาดบริการ ด้านผิตภัณฑ์และราคาได้รับคะแนนความพึงพอใจสูงสุด การส่งเสริมการขายได้คะแนนต่ำสุด แสดงถึงความจำเป็นใการปรับปรุงในด้านี้สรุปผล:การวิจัยในอำเภอบางบัวทองเกี่ยวกับกลยุทธ์การตาด 7p ของร้านเกษตรอินทรีย์ชี้ให้เห็นว่า คุณภาพผลิตัภณฑ์ ราคา ทำเลที่ตั้ง และบุคลากรมีผลสำคัญต่อความพึงพอใจองูลกคาในขณะที่การส่งเสริมการขายต้องการพัฒนาเพิ่มเติม ผลาัพธ์นี้ช่วยแนะนำการปรับปรุงกลยุทธ์เพือเพิ่มความพึงอพใจและสร้างความภักดีองลูค้า
{"title":"การวิเคราะห์ 7P ในการตลาดบริการของร้านสินค้าเกษตรอินทรีย์ ในอำเภอบางบัวทอง","authors":"ชลิตา ตริยาวนิช, ชิตพงษ์ อัยสานนท์, ชุติเดช มั่นคงธรรม","doi":"10.60027/iarj.2024.274867","DOIUrl":"https://doi.org/10.60027/iarj.2024.274867","url":null,"abstract":"ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: งานวิจัยนี้มุ่งศึกษการตลาดบริการของร้านสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยการทำความเข้าใจลักษณะประชากรศาสตร์ พฤติกรรมการซื้อ และความพึงพอใจของลูกค้าต่อกลยุทธ์การตลาดบริการ 7P ซึ่งเป็นตลาดที่กำลังเติบโตและมีศักยภาพสูงในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สำรวจลักษณะประชากรศาสตร์และคุณลักษณะส่วนบุคคลของลูกค้า (2) ศึกษาพฤติกรรมการซื้อและการตัดสินใจของลูกค้า (3) วิเคราะห์ความคิดเห็นและความพึงพอใจของลูกค้าต่อกลยุทธ์การตลาดบริการ 7P การวิจัยนี้ช่วยให้เข้าใจถึงความต้องการและความคาดหวังของลูกค้าในตลาดเกษตรอินทรีย์ได้ดียิ่งขึ้น และนำไปสู่การพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดที่มีประสิทธิผลเพื่อรองรับตลาดที่มีการแข่งขันสูง\u0000ระเบียบวิธีการวิจัย: เป็นการวิจัยเชิงปริมาณที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลแบบสถิติเพื่อทำความเข้าใจกลยุทธ์การตลาดบริการ 7P ของร้านสินค้าเกษตรอินทรีย์ในอำเภอบางบัวทอง ประชากรหลักคือลูกค้าร้านสินค้าเกษตรอินทรีย์ในอำเภอบางบัวทอง กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง 385 คน โดยใช้สูตรของ Cochran และการสุ่มแบบตัดสินใจ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือหลัก ค่า IOC= 0.67 และ Cronbach's Alpha = 0.72 ใช้ในการยืนยันความเหมาะสมและความน่าเชื่อถือของแบบสอบถาม ใช้แบบสอบถามออนไลน์และแบบสอบถามกระดาษ จัดการและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ซอฟต์แวร์ทางสถิติ ใช้สถิติพื้นฐานในการวิเคราะห์ข้อมูลวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 และ 2 ใช้สถิติอนุมานแบบเชิงปริมาณในการวิเคราะห์ข้อมูลวัตถุประสงค์ข้อที่ 3\u0000ผลการวิจัย: พบว่าลูกค้าส่วนใหญ่เป็นหญิงอายุ 31-40 ปี ระดับการศึกษาปริญญาตรี เป็นพนักงานหรือลูกจ้างในบริษัทเอกชน พฤติกรรมการซื้อส่วนใหญ่เน้นที่ข้าวและผักจากซุปเปอร์มาร์เก็ตและตลาดสด ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครั้ง 501-1,500 บาท กลยุทธ์การตลาดบริการ ด้านผลิตภัณฑ์และราคาได้รับคะแนนความพึงพอใจสูงสุด การส่งเสริมการขายได้คะแนนต่ำสุด แสดงถึงความจำเป็นในการปรับปรุงในด้านนี้\u0000สรุปผล: การวิจัยในอำเภอบางบัวทองเกี่ยวกับกลยุทธ์การตลาด 7P ของร้านเกษตรอินทรีย์ชี้ให้เห็นว่า คุณภาพผลิตภัณฑ์ ราคา ทำเลที่ตั้ง และบุคลากรมีผลสำคัญต่อความพึงพอใจของลูกค้า ในขณะที่การส่งเสริมการขายต้องการพัฒนาเพิ่มเติม ผลลัพธ์นี้ช่วยแนะนำการปรับปรุงกลยุทธ์เพื่อเพิ่มความพึงพอใจและสร้างความภักดีของลูกค้า","PeriodicalId":505621,"journal":{"name":"Interdisciplinary Academic and Research Journal","volume":"48 1","pages":""},"PeriodicalIF":0.0,"publicationDate":"2024-04-05","publicationTypes":"Journal Article","fieldsOfStudy":null,"isOpenAccess":false,"openAccessPdf":"","citationCount":null,"resultStr":null,"platform":"Semanticscholar","paperid":"140740641","PeriodicalName":null,"FirstCategoryId":null,"ListUrlMain":null,"RegionNum":0,"RegionCategory":"","ArticlePicture":[],"TitleCN":null,"AbstractTextCN":null,"PMCID":"","EPubDate":null,"PubModel":null,"JCR":null,"JCRName":null,"Score":null,"Total":0}
引用次数: 0
The Guidelines for Development the Servant Leadership of School Administrators under the Mahasarakham Primary Educational Service Area Office 3 马哈沙拉堪小学教育服务区办事处学校行政人员仆人式领导能力发展指南 3
Pub Date : 2024-04-05 DOI: 10.60027/iarj.2024.274652
Kornwit Anpanya, Pongphop Phoojomjit
Background and Aims: School administrators who follow the concept of servant leadership will give importance to and recognize the value of co-workers and will pay attention to developing the potential of co-workers. Ignore personal interests to get what others want and help others develop, to grow. Therefore, this research aims to study the current state, the desirable state, and the priority needs and study the guidelines for the development of the servant leadership of school administrators under the Mahasarakham primary educational service area office 3.Methodology: The research is divided into 2 phases: Phase 1 studies the current state, desirable state, and the priority needs of servant leadership of school administrators, A sample group of 280 school administrators and teachers, was randomly selected using a stratified sampling method. The research instrument is a questionnaire with a 5-level with a confidence value of 0.93 and data analysis by mean and standard deviation. phase 2 study of the guidelines for the development of servant leadership of school administrators. The key informant group comprises 3 best practice schools and 9 experts for assessment of the development guideline. The research instrument was a semi-structured interview form and assessment form the suitability and feasibility of development guidelineResults: 1. The current state overall was high level; desirable state overall was the highest level. The priority needs ranked from high to low level were humility, service, awareness, empowerment, and human development dedication, respectively. 2. The guidelines for the development of servant leadership of School administrators include 5 elements 1) principle 2) purpose 3) content 4) development process and 5) measurement and evaluation. The results of the evaluation of the suitability and feasibility of development guidelines overall were at the highest level.Conclusion: The servant leadership style of school administrators involves fulfilling responsibilities with an understanding and practice of prioritizing the needs of others over one's own, placing the benefits of others above personal gains, and adding value to the development of others. This is done for the needs of others and the decentralization of power. The key components include: humility, service, awareness, empowerment, and human development dedication
背景和目的:遵循仆人式领导理念的学校管理者会重视和承认同事的价值,并注意开发同事的潜能。忽略个人利益,以获取他人想要的东西,帮助他人发展、成长。因此,本研究旨在研究马哈沙拉堪小学教育服务区办公室下属学校行政人员仆人式领导力的发展现状、理想状态和优先需求,并研究其发展准则。 3.研究方法:研究分为两个阶段:第一阶段研究学校行政人员仆人式领导力的现状、理想状态和优先需求,采用分层抽样法随机抽取 280 名学校行政人员和教师作为样本组。研究工具为 5 级问卷,置信度为 0.93,数据分析采用均值和标准差。主要信息提供者小组由 3 所最佳实践学校和 9 位专家组成,负责对发展指南进行评估。研究工具为半结构式访谈表和发展指南适宜性和可行性评估表:1.现状总体处于较高水平;理想状态总体处于最高水平。优先需求从高到低分别为谦逊、服务、意识、授权和人类发展奉献。2.学校管理者仆人式领导力发展指南包括 5 个要素:1)原则;2)目的;3)内容;4)发 展过程;5)测量和评价。对发展指南的适宜性和可行性的评价结果总体上处于最高水平:学校管理者的仆人式领导风格是指在履行职责时,理解并践行将他人的需求置于自身需求之上,将他人的利益置于个人利益之上,为他人的发展创造价值。这样做是为了他人的需要和权力下放。其主要内容包括:谦逊、服务、意识、赋权和人类发展奉献。
{"title":"The Guidelines for Development the Servant Leadership of School Administrators under the Mahasarakham Primary Educational Service Area Office 3","authors":"Kornwit Anpanya, Pongphop Phoojomjit","doi":"10.60027/iarj.2024.274652","DOIUrl":"https://doi.org/10.60027/iarj.2024.274652","url":null,"abstract":"Background and Aims: School administrators who follow the concept of servant leadership will give importance to and recognize the value of co-workers and will pay attention to developing the potential of co-workers. Ignore personal interests to get what others want and help others develop, to grow. Therefore, this research aims to study the current state, the desirable state, and the priority needs and study the guidelines for the development of the servant leadership of school administrators under the Mahasarakham primary educational service area office 3.\u0000Methodology: The research is divided into 2 phases: Phase 1 studies the current state, desirable state, and the priority needs of servant leadership of school administrators, A sample group of 280 school administrators and teachers, was randomly selected using a stratified sampling method. The research instrument is a questionnaire with a 5-level with a confidence value of 0.93 and data analysis by mean and standard deviation. phase 2 study of the guidelines for the development of servant leadership of school administrators. The key informant group comprises 3 best practice schools and 9 experts for assessment of the development guideline. The research instrument was a semi-structured interview form and assessment form the suitability and feasibility of development guideline\u0000Results: 1. The current state overall was high level; desirable state overall was the highest level. The priority needs ranked from high to low level were humility, service, awareness, empowerment, and human development dedication, respectively. 2. The guidelines for the development of servant leadership of School administrators include 5 elements 1) principle 2) purpose 3) content 4) development process and 5) measurement and evaluation. The results of the evaluation of the suitability and feasibility of development guidelines overall were at the highest level.\u0000Conclusion: The servant leadership style of school administrators involves fulfilling responsibilities with an understanding and practice of prioritizing the needs of others over one's own, placing the benefits of others above personal gains, and adding value to the development of others. This is done for the needs of others and the decentralization of power. The key components include: humility, service, awareness, empowerment, and human development dedication","PeriodicalId":505621,"journal":{"name":"Interdisciplinary Academic and Research Journal","volume":"14 5","pages":""},"PeriodicalIF":0.0,"publicationDate":"2024-04-05","publicationTypes":"Journal Article","fieldsOfStudy":null,"isOpenAccess":false,"openAccessPdf":"","citationCount":null,"resultStr":null,"platform":"Semanticscholar","paperid":"140737581","PeriodicalName":null,"FirstCategoryId":null,"ListUrlMain":null,"RegionNum":0,"RegionCategory":"","ArticlePicture":[],"TitleCN":null,"AbstractTextCN":null,"PMCID":"","EPubDate":null,"PubModel":null,"JCR":null,"JCRName":null,"Score":null,"Total":0}
引用次数: 0
期刊
Interdisciplinary Academic and Research Journal
全部 Acc. Chem. Res. ACS Applied Bio Materials ACS Appl. Electron. Mater. ACS Appl. Energy Mater. ACS Appl. Mater. Interfaces ACS Appl. Nano Mater. ACS Appl. Polym. Mater. ACS BIOMATER-SCI ENG ACS Catal. ACS Cent. Sci. ACS Chem. Biol. ACS Chemical Health & Safety ACS Chem. Neurosci. ACS Comb. Sci. ACS Earth Space Chem. ACS Energy Lett. ACS Infect. Dis. ACS Macro Lett. ACS Mater. Lett. ACS Med. Chem. Lett. ACS Nano ACS Omega ACS Photonics ACS Sens. ACS Sustainable Chem. Eng. ACS Synth. Biol. Anal. Chem. BIOCHEMISTRY-US Bioconjugate Chem. BIOMACROMOLECULES Chem. Res. Toxicol. Chem. Rev. Chem. Mater. CRYST GROWTH DES ENERG FUEL Environ. Sci. Technol. Environ. Sci. Technol. Lett. Eur. J. Inorg. Chem. IND ENG CHEM RES Inorg. Chem. J. Agric. Food. Chem. J. Chem. Eng. Data J. Chem. Educ. J. Chem. Inf. Model. J. Chem. Theory Comput. J. Med. Chem. J. Nat. Prod. J PROTEOME RES J. Am. Chem. Soc. LANGMUIR MACROMOLECULES Mol. Pharmaceutics Nano Lett. Org. Lett. ORG PROCESS RES DEV ORGANOMETALLICS J. Org. Chem. J. Phys. Chem. J. Phys. Chem. A J. Phys. Chem. B J. Phys. Chem. C J. Phys. Chem. Lett. Analyst Anal. Methods Biomater. Sci. Catal. Sci. Technol. Chem. Commun. Chem. Soc. Rev. CHEM EDUC RES PRACT CRYSTENGCOMM Dalton Trans. Energy Environ. Sci. ENVIRON SCI-NANO ENVIRON SCI-PROC IMP ENVIRON SCI-WAT RES Faraday Discuss. Food Funct. Green Chem. Inorg. Chem. Front. Integr. Biol. J. Anal. At. Spectrom. J. Mater. Chem. A J. Mater. Chem. B J. Mater. Chem. C Lab Chip Mater. Chem. Front. Mater. Horiz. MEDCHEMCOMM Metallomics Mol. Biosyst. Mol. Syst. Des. Eng. Nanoscale Nanoscale Horiz. Nat. Prod. Rep. New J. Chem. Org. Biomol. Chem. Org. Chem. Front. PHOTOCH PHOTOBIO SCI PCCP Polym. Chem.
×
引用
GB/T 7714-2015
复制
MLA
复制
APA
复制
导出至
BibTeX EndNote RefMan NoteFirst NoteExpress
×
0
微信
客服QQ
Book学术公众号 扫码关注我们
反馈
×
意见反馈
请填写您的意见或建议
请填写您的手机或邮箱
×
提示
您的信息不完整,为了账户安全,请先补充。
现在去补充
×
提示
您因"违规操作"
具体请查看互助需知
我知道了
×
提示
现在去查看 取消
×
提示
确定
Book学术官方微信
Book学术文献互助
Book学术文献互助群
群 号:481959085
Book学术
文献互助 智能选刊 最新文献 互助须知 联系我们:info@booksci.cn
Book学术提供免费学术资源搜索服务,方便国内外学者检索中英文文献。致力于提供最便捷和优质的服务体验。
Copyright © 2023 Book学术 All rights reserved.
ghs 京公网安备 11010802042870号 京ICP备2023020795号-1