首页 > 最新文献

Interdisciplinary Academic and Research Journal最新文献

英文 中文
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการให้บริการของบริษัทตัวแทนรับขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการให้บริการของบริษัทตัวแทนรับขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ
Pub Date : 2024-04-07 DOI: 10.60027/iarj.2024.275054
ชิตพงษ์ อัยสานนท์, ชุติเดช มั่นคงธรรม, ชลิตา ตริยาวนิช
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การวิจัยนี้มุ่งสำรวจปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพของบริษัทตัวแทนรับขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาความคิดเห็นต่อปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพของบริษัทตัวแทนรับขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ 2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านระบบสารสนเทศ เครือข่ายการให้บริการ และการบริหารลูกค้าสัมพันธ์กับการเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการของบริษัทตัวแทนรับขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ การวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้บริษัทในอุตสาหกรรมนี้สามารถปรับปรุงและพัฒนากลยุทธ์การดำเนินงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระเบียบวิธีการวิจัย: การวิจัยนี้ทำการสำรวจเชิงปริมาณผ่านแบบสอบถามเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ กับประสิทธิภาพการให้บริการของบริษัทขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ โดยใช้ตัวอย่างขนาด 385 คนจากการสุ่มแบบเจาะจง เก็บข้อมูลผ่าน Google Forms และกระจายลิงก์ผ่านเครือข่ายออนไลน์ ค่า IOC คือ 0.67 และ Cronbach's Alpha คือ 0.72 ใช้สถิติเชิงพรรณนาสำรวจลักษณะประชากรศาสตร์และประเมินความสำคัญของปัจจัยในการบริการ ผ่านค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเพื่อสรุปข้อมูลพื้นฐาน สถิติเชิงอนุมานเน้นการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ ใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์และ P-value วิเคราะห์ความสัมพันธ์และนัยสำคัญทางสถิติ ยืนยันบทบาทของระบบสารสนเทศ เครือข่ายการให้บริการ และการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ต่อประสิทธิภาพการให้บริการผลการวิจัย: พบว่า (1) ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม 385 คน ส่วนใหญ่เป็นชาย อายุระหว่าง 21-30 ปี ระดับเจ้าหน้าที่ ธุรกิจบริการ ประเภทอุตสาหกรรมบริการ ขนาดขององค์กรเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ และมีการทำธุรกรรมนำเข้า-ส่งออกเกิน 15 ครั้งต่อเดือน (2) ปัจจัยที่สำคัญต่อประสิทธิภาพการให้บริการของบริษัทตัวแทนขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ได้แก่ ระบบสารสนเทศ เครือข่ายการให้บริการ และการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ ซึ่งทั้งหมดมีความสำคัญในระดับสูงต่อประสิทธิภาพการให้บริการ (3) ปัจจัยด้านระบบสารสนเทศ เครือข่ายการให้บริการ และการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการสรุปผล: ผลการวิจัยแสดงว่า ปัจจัยสำคัญในธุรกิจตัวแทนขนส่งสินค้าระหว่างประเทศได้แก่ ระบบสารสนเทศ เครือข่ายการให้บริการ และการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพการให้บริการของบริษัท
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การวิจัยนี้มุ่งสำรวจปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพของบริษัทตัวแทนรับขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว วัตถุประสงค์ 1.เพือศึกษาความคิดเห็นต่อปจัยที่มีผลต่อประสิทธภิาพของรบิษัทตัวแทนรับขนส่งสินค้าระหวางประเทศ 2.เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านระบบสารสนเทศ เครือข่ายการให้บริการ และการบริหารลูกค้าสัมพันธ์กับการเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการของบริษัทตัวแทนรับขนส่งสินค้าระหว่างประเทศการวจัยนี้มจีุดมุ่งหมายเพือช่วยให้มริษัทธ์การดำเพินงานเพือเพิ่มประสิทธิภาพระเบียบวิธีการวจัย:การวิจัยนี้ทำการสำรวจเชิงปริมาณผ่านแบบสอบถามเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจัยต่าง ๆ กับประสิทธิภาพการให้บริการของบริษัทขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยใช้ตัวอย่างขนาด 385 คนจากการสุ่มแบเจาะจง เก็บข้อมูลผ่าน Google Forms และกระจายลิงก์ผ่านเครือข่ายอนไลน์ ค่า IOC คือ 0.67 และ Cronbach's Alpha คือ 0.72 ใช้สถิติเชิงพรรณนาสำรวจลักษณะประชากรศาสตร์และประเมินความสำคัญของปัจัยในการบริการผ่านค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเพื่อสรุปข้อมูลพื้นฐาน สถิติเชิงอนุมานเน้นการวิเคราหะ์สหัมพันธ์ ใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหัมพันธ์และ P-值 วิเคราะห์ความสัมพันธ์และนัยสำคัญทางสถิติ ยืนยันบทบาทของระบสารสนเทศ เครือข่ายการให้บริการและการบริหารูกค้าสัมพันธต์่อประสิทธิภาพการใหบริการผลการวิจัย:พบว่า (1) ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม 385 คน ส่วนใหญ่เป็นชาย อายุระหว่าง 21-30 ปี ระดับเจ้าหน้าที่ ธุรกิจบริการ ประเภทอุตสาหกรรมบริการ ขนาดขององค์กรเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ และมีการทำธุรกรรมนำเข้า-ส่งออกเกิน 15 ครั้งต่อเดือน (2) ปัจจัยที่สำคัญต่อประสิทธิภาพการให้บริการของบริษัทตัวแทนขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ได้แก่ ระบบสารสนเทศ เครือข่ายการให้บริการ และการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ซึ่งทั้งหมดมีความสำคัญในระดับสูงต่อประสิทธิภาพการให้บริการ (3) ปัจจัยด้านระบบสารสนเทศ เครือข่ายการให้บริการ และการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการสรุปผล:ผลการวิจัยแสดงว่า ปัจจัยสำคัญในธุรกิจตัวแทนขนส่งสินค้าระหว่างประเทศได้แก่ ระบบสารสนเทศ เครือข่ายการให้บริการ และการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพการให้บริการของบริษัท
{"title":"ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการให้บริการของบริษัทตัวแทนรับขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ","authors":"ชิตพงษ์ อัยสานนท์, ชุติเดช มั่นคงธรรม, ชลิตา ตริยาวนิช","doi":"10.60027/iarj.2024.275054","DOIUrl":"https://doi.org/10.60027/iarj.2024.275054","url":null,"abstract":"ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การวิจัยนี้มุ่งสำรวจปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพของบริษัทตัวแทนรับขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาความคิดเห็นต่อปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพของบริษัทตัวแทนรับขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ 2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านระบบสารสนเทศ เครือข่ายการให้บริการ และการบริหารลูกค้าสัมพันธ์กับการเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการของบริษัทตัวแทนรับขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ การวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้บริษัทในอุตสาหกรรมนี้สามารถปรับปรุงและพัฒนากลยุทธ์การดำเนินงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ\u0000ระเบียบวิธีการวิจัย: การวิจัยนี้ทำการสำรวจเชิงปริมาณผ่านแบบสอบถามเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ กับประสิทธิภาพการให้บริการของบริษัทขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ โดยใช้ตัวอย่างขนาด 385 คนจากการสุ่มแบบเจาะจง เก็บข้อมูลผ่าน Google Forms และกระจายลิงก์ผ่านเครือข่ายออนไลน์ ค่า IOC คือ 0.67 และ Cronbach's Alpha คือ 0.72 ใช้สถิติเชิงพรรณนาสำรวจลักษณะประชากรศาสตร์และประเมินความสำคัญของปัจจัยในการบริการ ผ่านค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเพื่อสรุปข้อมูลพื้นฐาน สถิติเชิงอนุมานเน้นการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ ใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์และ P-value วิเคราะห์ความสัมพันธ์และนัยสำคัญทางสถิติ ยืนยันบทบาทของระบบสารสนเทศ เครือข่ายการให้บริการ และการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ต่อประสิทธิภาพการให้บริการ\u0000ผลการวิจัย: พบว่า (1) ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม 385 คน ส่วนใหญ่เป็นชาย อายุระหว่าง 21-30 ปี ระดับเจ้าหน้าที่ ธุรกิจบริการ ประเภทอุตสาหกรรมบริการ ขนาดขององค์กรเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ และมีการทำธุรกรรมนำเข้า-ส่งออกเกิน 15 ครั้งต่อเดือน (2) ปัจจัยที่สำคัญต่อประสิทธิภาพการให้บริการของบริษัทตัวแทนขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ได้แก่ ระบบสารสนเทศ เครือข่ายการให้บริการ และการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ ซึ่งทั้งหมดมีความสำคัญในระดับสูงต่อประสิทธิภาพการให้บริการ (3) ปัจจัยด้านระบบสารสนเทศ เครือข่ายการให้บริการ และการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ\u0000สรุปผล: ผลการวิจัยแสดงว่า ปัจจัยสำคัญในธุรกิจตัวแทนขนส่งสินค้าระหว่างประเทศได้แก่ ระบบสารสนเทศ เครือข่ายการให้บริการ และการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพการให้บริการของบริษัท","PeriodicalId":505621,"journal":{"name":"Interdisciplinary Academic and Research Journal","volume":"36 1","pages":""},"PeriodicalIF":0.0,"publicationDate":"2024-04-07","publicationTypes":"Journal Article","fieldsOfStudy":null,"isOpenAccess":false,"openAccessPdf":"","citationCount":null,"resultStr":null,"platform":"Semanticscholar","paperid":"140733130","PeriodicalName":null,"FirstCategoryId":null,"ListUrlMain":null,"RegionNum":0,"RegionCategory":"","ArticlePicture":[],"TitleCN":null,"AbstractTextCN":null,"PMCID":"","EPubDate":null,"PubModel":null,"JCR":null,"JCRName":null,"Score":null,"Total":0}
引用次数: 0
การพัฒนาชุดการสอนรายวิชาคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณสำหรับครูโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือสำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี การพัฒนาชุดการสอนรายวิชาคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณสำหรับครูโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือสำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
Pub Date : 2024-04-07 DOI: 10.60027/iarj.2024.275238
ชูชีพ ประทุมเวียง
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ เนื่องจากมีรูปแบบการสอนให้เลือกอย่างหลากหลายตามวัตถุประสงค์ของการจัดการเรียนรู้ ผู้เรียนได้ร่วมมือและช่วยเหลือกันในการเรียนรู้ วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนาชุดการสอนรายวิชาคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณสำหรับครูโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือให้มีประสิทธิภาพ (2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอนคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณสำหรับครู และ (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของชุดการสอนรายวิชาคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณสำหรับครูระเบียบวิธีการวิจัย: รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มเป้าหมาย คือ นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต วิชาชีพครู จำนวน 2 ห้องเรียน โดยใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3 ส่วน ได้แก่ ชุดการสอนรายวิชาคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณสำหรับครู จำนวน 6 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถาม ความคิดเห็นของนักศึกษาที่เรียนด้วยการสอนโดยใช้ชุดการสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยค่าอำนาจจำแนกและค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ .852 สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และค่าดัชนีประสิทธิผลผลการวิจัย: (1) ชุดการสอนรายวิชาคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณสำหรับครูโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครูชั้นปีที่ 2 ทุกชุดมีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.21/84.48 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ (2) ดัชนีประสิทธิผลของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา จากการใช้ชุดการสอนรายวิชาคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณสำหรับครูโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ มีค่าเท่ากับ 0.7242 แสดงว่านักศึกษามีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 72.42 (3) ชุดการสอนรายวิชาคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณสำหรับครูโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ ทั้งในภาพรวมทุกด้าน ภาพรวมรายด้าน และรายข้อมีความเหมาะสมในระดับมากสรุปผล: การเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ ผู้เรียนได้ร่วมมือและช่วยเหลือกันในการเรียนรู้โดยแบ่งกลุ่มผู้เรียนที่มีความสามารถต่างกันออกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ซึ่งเป็นลักษณะการรวมกลุ่มอย่างมีโครงสร้างที่ชัดเจน มีการทํางานร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน มีความรับผิดชอบร่วมกันทั้งในส่วนตนและส่วนรวม
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์:การเรียนรู้แบร่วมมือเป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ เนื่องจากมีรูปแบบการสอนให้เลอกอย่างหากลายตามวัตถุประสงค์ของการจัดการเรียนรู้ผู้เรียนได้ร่วมือและช่วยเหลือกันในการเรียนรู้ วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพือพัฒนาชุดการสอนรายวิชาคุณธรรมจริยธรรม และจรรยาบรรณสำหรับครูโดยใ้ชเทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมอืให้มประสิทธิภาพ (2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอนคุณธรรมจริยธรรม และจรยาบรรณสำหรับครู และ (3) เพื่อศึกษาความพึงพใจอของชุดากรสอนรายวิชาคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณสำหรับครูระเบียบวิธีการวิจัย:รูปแบารวิจัยเป็นากรวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มเป้าหมาย คือ นักศึกษาหาลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จำนว 2เด็กเจ็กจง เคอือที่ใช้ในการวิจัย 3 ส่วน ได้แก่ ชุดการสอนรายวิชาคุณธรรม จริยธรรมและจรยาบรรณสำหรับครู จำนวน 6 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษาที่เรียนด้วยการสอนโดยใชชุ้ดการสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยค่าอำนาจำแนกและค่าความเชื่อมั่นของแบทดสอบทั้งฉบัเท่าบ .852 สถิติที่ใช้ากรวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และค่าดันประสิทธิผลผลการวิจัย:(1) เดุดารสอนรายวิชาคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณสำหรับครูโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมือ สำหรับันกศึกษาวิชาชีพครูชั้นปีที่ 2 ทุกชุดมีประสิทธิภาพเท่าับ 81.21/84.48 ึซ่งเป็ฑเกณฑ์ที่ำกหนดไว้ (2) ดัชนีประสิทธิผลของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนัศึกษาจาการใช้ชุดการสอนรายวิชาคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณสำหรับครูโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบร่วมือ มีค่าเท่ากับ 0.7242 แสดงว่านักศึกษามีความก้าวหนียนเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 72.42 (3) ชุดการสอนรายวิชาคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรณสำหรับครูโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมือ ทั้งในภาพรวมทุกด้าน ภาพรวมรายด้าน และรายข้อมีความเหาะสมในระดับมากสรุปผล:การเรียนรู้แบร่วมมือเป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ ผู้เรียนได้ร่วมมือและช่วยเหลอืกันในการเรียนรู้โดยแบ่งกลุ่มผู้เรียนที่ีมความสามารถต่างกันอกเป็นกลุ่มเล็ก ๆซึ่งเป็นลักษณะการรวมกลุ่มอย่างมีโครงสร้างที่ชัดเจน มีการทํางานร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน มีความรับผิดชอบร่วมกันทั้งในส่วนตนและส่วนรวม
{"title":"การพัฒนาชุดการสอนรายวิชาคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณสำหรับครูโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือสำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี","authors":"ชูชีพ ประทุมเวียง","doi":"10.60027/iarj.2024.275238","DOIUrl":"https://doi.org/10.60027/iarj.2024.275238","url":null,"abstract":"ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ เนื่องจากมีรูปแบบการสอนให้เลือกอย่างหลากหลายตามวัตถุประสงค์ของการจัดการเรียนรู้ ผู้เรียนได้ร่วมมือและช่วยเหลือกันในการเรียนรู้ วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนาชุดการสอนรายวิชาคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณสำหรับครูโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือให้มีประสิทธิภาพ (2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอนคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณสำหรับครู และ (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของชุดการสอนรายวิชาคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณสำหรับครู\u0000ระเบียบวิธีการวิจัย: รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มเป้าหมาย คือ นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต วิชาชีพครู จำนวน 2 ห้องเรียน โดยใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3 ส่วน ได้แก่ ชุดการสอนรายวิชาคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณสำหรับครู จำนวน 6 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถาม ความคิดเห็นของนักศึกษาที่เรียนด้วยการสอนโดยใช้ชุดการสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยค่าอำนาจจำแนกและค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ .852 สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และค่าดัชนีประสิทธิผล\u0000ผลการวิจัย: (1) ชุดการสอนรายวิชาคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณสำหรับครูโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครูชั้นปีที่ 2 ทุกชุดมีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.21/84.48 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ (2) ดัชนีประสิทธิผลของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา จากการใช้ชุดการสอนรายวิชาคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณสำหรับครูโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ มีค่าเท่ากับ 0.7242 แสดงว่านักศึกษามีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 72.42 (3) ชุดการสอนรายวิชาคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณสำหรับครูโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ ทั้งในภาพรวมทุกด้าน ภาพรวมรายด้าน และรายข้อมีความเหมาะสมในระดับมาก\u0000สรุปผล: การเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ ผู้เรียนได้ร่วมมือและช่วยเหลือกันในการเรียนรู้โดยแบ่งกลุ่มผู้เรียนที่มีความสามารถต่างกันออกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ซึ่งเป็นลักษณะการรวมกลุ่มอย่างมีโครงสร้างที่ชัดเจน มีการทํางานร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน มีความรับผิดชอบร่วมกันทั้งในส่วนตนและส่วนรวม","PeriodicalId":505621,"journal":{"name":"Interdisciplinary Academic and Research Journal","volume":"48 23","pages":""},"PeriodicalIF":0.0,"publicationDate":"2024-04-07","publicationTypes":"Journal Article","fieldsOfStudy":null,"isOpenAccess":false,"openAccessPdf":"","citationCount":null,"resultStr":null,"platform":"Semanticscholar","paperid":"140733589","PeriodicalName":null,"FirstCategoryId":null,"ListUrlMain":null,"RegionNum":0,"RegionCategory":"","ArticlePicture":[],"TitleCN":null,"AbstractTextCN":null,"PMCID":"","EPubDate":null,"PubModel":null,"JCR":null,"JCRName":null,"Score":null,"Total":0}
引用次数: 0
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องภูมิศาสตร์ โดยใช้ชุดสื่อประสมสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนประถมศึกษาธรรมศาสตร์ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องภูมิศาสตร์ โดยใช้ชุดสื่อประสมสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนประถมศึกษาธรรมศาสตร์
Pub Date : 2024-04-07 DOI: 10.60027/iarj.2024.274909
เบญญาภา วงศ์คำ, วรานิษฐ์ ธนชัยวรพันธ์
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องภูมิศาสตร์ โดยใช้ชุดสื่อประสมซึ่งเป็นสื่อกลางในการช่วยให้นักเรียนสามารถสร้างความรู้ ความเข้าใจด้วยตนเองจากการลงมือปฏิบัติ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง ภูมิศาสตร์โดยใช้ชุดสื่อประสม จากการเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนประถมศึกษาธรรมศาสตร์ระเบียบวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 35 คน ซึ่งได้มาโดยใช้วิธีสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ 1) ชุดสื่อประสมมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 2) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ภูมิศาสตร์ ชั้น ป.4/6 จำนวน 5 แผน ค่าดัชนีสอดคล้องของการจัดการเรียนรู้อยู่ระหว่าง 0.67 ถึง 1.00 และ 3) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ เรื่อง ภูมิศาสตร์ จำนวน 20 ข้อ ค่าดัขนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.67-0.89 แบบแผนการทดลองใช้แบบกลุ่มเดียว สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน, สถิติทดสอบทีผลการวิจัย: ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง ภูมิศาสตร์โดยใช้ชุดสื่อประสม โดยนักเรียนมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ซึ่งการใช้ชุดสื่อประสมในการจัดการเรียนรู้เรื่องภูมิศาสตร์ สามารถส่งเสริมให้นักเรียนได้มีความกระตือรือร้นและมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ที่สูงขึ้น กล่าวคือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ภูมิศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยชุดสื่อประสม มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนสรุปผล: การศึกษาเน้นย้ำถึงผลกระทบเชิงบวกของการบูรณาการชุดสื่อในการศึกษาภูมิศาสตร์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการปรับปรุงผลการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญ การเพิ่มขึ้นของคะแนนหลังการเรียนรู้ที่สังเกตได้ ควบคู่ไปกับความกระตือรือร้นและการมีส่วนร่วมที่เพิ่มขึ้น เน้นย้ำถึงประสิทธิภาพของสื่อในการส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในหมู่นักเรียน
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์:การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องภูมิศาสตร์ โดยใช้ชุดสื่อประสมซึ่งเป็นสื่อกลางในการช่วยให้ันกเรียนสามารถสร้างควารมู้ ควาเข้าใจด้วยตนเองจาการลงมอปฏิบัติการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่ง ภูมิศาสตร์โดยใช้ชุดื่ประสมจาการเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหังเรียนขงนักเรียนชั้นประถมศึษาปียนประถมศึษาธรมถียนประธรม:กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นักเรียนชั้นประถมศึษาปีที่ 4/6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 35 คนเด็กเด็ืออืที่ใช้วม โดยใช้วิธีสุ่มแบบกลุ่ม เครืออออืที่ใช้ในการเบ็กรวมข้ออมูลคอื 1) ชุดสื่อประสมีค่าดัชนีควมสออื 0.67-1.00 2) แผนการจัดากรเรียนรู้ เรื่อง ภูมิศาสตร์ ชั้น ป.4/6 จำนวน 5 แผน ค่าดัชีนสอคดล้องของการจัดการเรียนรู้อยู่ระหว่าง 0.67 ถึง 1.00 และ 3) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ เรื่อง ภูมิศาสตร์ จำนวน 20 ข้อ ค่าดัขนีความสอดคล้องยู่ระหว่าง 0.67-0.89 แบบแผนการทดลองใช้บแบกลุ่มเดียว สถิติที่ใช้ืคอ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน, สถิติทดสอบทีผลการวิจัย:ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง ภูมิศาสตร์โดยใช้ชุดสื่อประสม โดยนักเรียนมีคะแนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยะสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ึซ่งการใ้ชชุดสือประสมในการจัดการเรียนรู้เรอืองภูมิศาสตร์ สามารถส่งเสรมให้นักเรียนได้มีควมกระตอือร้นและมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ที่สูงขึนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่งอ ภูมิศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้นวยชุดสื่อประสม มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนสรุปผล:การศึกษาเน้นย้ำถึงผลกระทบเชิงบวกของการบูรณาการชุดสื่อในการศึกษาภูมิศาสตร์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการปรับปรุงผลการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญ การเพิ่มขึ้นของคะแนนหลังการเรียนรู้ที่สังเกตได้เด็กเด็กเรออออออออออออออออออออออออออออมเด็กที่เพิ่มขึ้น เน้นย้ำถึงประสิทธิภาพขอองสือในการส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทงาการเรียนใน
{"title":"การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องภูมิศาสตร์ โดยใช้ชุดสื่อประสมสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนประถมศึกษาธรรมศาสตร์","authors":"เบญญาภา วงศ์คำ, วรานิษฐ์ ธนชัยวรพันธ์","doi":"10.60027/iarj.2024.274909","DOIUrl":"https://doi.org/10.60027/iarj.2024.274909","url":null,"abstract":"ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องภูมิศาสตร์ โดยใช้ชุดสื่อประสมซึ่งเป็นสื่อกลางในการช่วยให้นักเรียนสามารถสร้างความรู้ ความเข้าใจด้วยตนเองจากการลงมือปฏิบัติ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง ภูมิศาสตร์โดยใช้ชุดสื่อประสม จากการเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนประถมศึกษาธรรมศาสตร์\u0000ระเบียบวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 35 คน ซึ่งได้มาโดยใช้วิธีสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ 1) ชุดสื่อประสมมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 2) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ภูมิศาสตร์ ชั้น ป.4/6 จำนวน 5 แผน ค่าดัชนีสอดคล้องของการจัดการเรียนรู้อยู่ระหว่าง 0.67 ถึง 1.00 และ 3) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ เรื่อง ภูมิศาสตร์ จำนวน 20 ข้อ ค่าดัขนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.67-0.89 แบบแผนการทดลองใช้แบบกลุ่มเดียว สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน, สถิติทดสอบที\u0000ผลการวิจัย: ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง ภูมิศาสตร์โดยใช้ชุดสื่อประสม โดยนักเรียนมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ซึ่งการใช้ชุดสื่อประสมในการจัดการเรียนรู้เรื่องภูมิศาสตร์ สามารถส่งเสริมให้นักเรียนได้มีความกระตือรือร้นและมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ที่สูงขึ้น กล่าวคือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ภูมิศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยชุดสื่อประสม มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียน\u0000สรุปผล: การศึกษาเน้นย้ำถึงผลกระทบเชิงบวกของการบูรณาการชุดสื่อในการศึกษาภูมิศาสตร์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการปรับปรุงผลการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญ การเพิ่มขึ้นของคะแนนหลังการเรียนรู้ที่สังเกตได้ ควบคู่ไปกับความกระตือรือร้นและการมีส่วนร่วมที่เพิ่มขึ้น เน้นย้ำถึงประสิทธิภาพของสื่อในการส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในหมู่นักเรียน","PeriodicalId":505621,"journal":{"name":"Interdisciplinary Academic and Research Journal","volume":"22 26","pages":""},"PeriodicalIF":0.0,"publicationDate":"2024-04-07","publicationTypes":"Journal Article","fieldsOfStudy":null,"isOpenAccess":false,"openAccessPdf":"","citationCount":null,"resultStr":null,"platform":"Semanticscholar","paperid":"140732885","PeriodicalName":null,"FirstCategoryId":null,"ListUrlMain":null,"RegionNum":0,"RegionCategory":"","ArticlePicture":[],"TitleCN":null,"AbstractTextCN":null,"PMCID":"","EPubDate":null,"PubModel":null,"JCR":null,"JCRName":null,"Score":null,"Total":0}
引用次数: 0
การบริหารงานเชิงกลยุทธ์และการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสกลนคร การบริหารงานเชิงกลยุทธ์และการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสกลนคร
Pub Date : 2024-04-07 DOI: 10.60027/iarj.2024.275044
ธัญพร บัวดี, สามารถ อัยกร, ชาติชัย อุดมกิจมงคล
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การบริหารงานพัสดุมีความสำคัญต่อการบริหารเป็นปัจจัยสู่ความสำเร็จของการบรรลุวิสัยทัศน์ (Vision) ขององค์การ ทั้งในองค์การขนาดเล็กจนถึงองค์การขนาดใหญ่ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการบริหารงานพัสดุที่มี ประสิทธิภาพ ดังนั้นแล้วผู้ปฏิบัติงานจะต้องมีคุณสมบัติและมีความรู้ ความสามารถเกี่ยวกับพัสดุโดยตรง จึงจะทำให้งานสำเร็จลุล่วงและมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารงานเชิงกลยุทธ์ การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล และประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสกลนคร 2) ศึกษาอิทธิพลของการบริหารงานเชิงกลยุทธ์ และการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสกลนครระเบียบวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสกลนคร จำนวน 283 คน โดยการเทียบตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan ทำการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณผลการวิจัย: (1) การบริหารเชิงกลยุทธ์ของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (2) บริหารงานเชิงกลยุทธ์ ด้านการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ (β=.403) ด้านการกำหนดกลยุทธ์ (β=.274) การตรวจสอบภาพแวดล้อม (β=.167) และการควบคุมและประเมินผลกลยุทธ์ (β=.133) มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสามารถร่วมกันทำนายระดับประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุได้ร้อยละ 89.30 (R2Adj=.893) (3) การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล ด้านหลักความรับผิดชอบ (β=.304) หลักคุณธรรม (β=.241) หลักนิติธรรม (β=.232) และหลักความคุ้มค่า (β=.131) มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสามารถร่วมกันทำนายระดับประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุ ได้ร้อยละ 89.70 (R2Adj=.897) ยกเว้นหลักความโปร่งใส และหลักการมีส่วนร่วมสรุปผล: ผลการวิจัยบ่งชี้ว่าการจัดการเชิงกลยุทธ์และแนวปฏิบัติธรรมาภิบาลภายในสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประสิทธิภาพการจัดการอุปทานโดยรวม ปัจจัยสำคัญ เช่น การดำเนินกลยุทธ์ การกำหนด การติดตามด้านสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบ/ความรับผิดชอบ คุณธรรม หลักนิติธรรม และความคุ้มค่าของเงิน มีบทบาทสำคัญในการทำนายและปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดการอุปทาน แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างการจัดการเชิงกลยุทธ์และแนวทางปฏิบัติด้านธรรมาภิบาลที่ดีกับอุปทาน ผลลัพธ์ของการจัดการ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์:การบริหารงานพัสดุมีความสำคัญต่อการบริหารเป็นปัจจัยสู่ความสำเร็จของการบรรลุวิสัยทัศน์ (Vision) ขององค์การ ทั้งในองค์การขนาดเล็กจนถึงองค์การขนาดใหญ่ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการบริหารงานพัสดุที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นแล้วผู้ปฏิบัติงานจะต้องมีคุณสมบัติและมีความรู้ ความสามารถเกี่ยวกับพัสดุโดยตรง จึงจะทำให้งานสำเร็จลุล่วงและมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) เE28↩ึกษาระดับารมอศัยจังหวัดมอศค 2) เE28↩ัยจังหวัดมอศค 3) เE28↩ัยจังหวัดมอศค 4) เE28↩ัยจังหวัดมอศค 5) เE28↩ัยจังหวัดมอศค 6) เE28↩ัยจังหวัดมอศค 7) เE28↩ัยจังหวัดมอศค 8) เE28↩ัยจังหวัดมอศค 2) เE28↩ัยจังหวัดมอศคศึกษาอิทธิพลของการบริหารงานเชิงกลยุทธ์ และการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสกลนครระเบียบวิธีการวิจัย:มตัวอย่าง เด้แก่ มตัวอย่าง เด้แก่ มตัวอย่าง เด้แก่ มตัวอย่าง เสังกัดสำนักงงน่ง เสริมการศึกษานอกระบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสกลนคร จนำวน 283 คน โดยการเทียบตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan ทำการสุ่มตัวอย่าง แบชบันภูมิโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณผลการวิจัย:(1) การบริหารเชิงกลยุทธ์ของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (2) บริหารงานเชิงกลยุทธ์ ด้านการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ (β=.403) เด็กเด็กประเมินธ์ (β=.274) การตรวจสอบภาพแวดล้อม (β=.167) และการควบคุมและประเมินผลกยุทธ์ (β=.133) มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการมอัธยาศัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสามารถร่วมกันทำนายระดับประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุได้ร้อยละ 89.30 (R2Adj=.893) (3)การบรานตามลักธรมาภิบาหลักความรับผิดชอบ (β=.304) หลักคุณธรรม (β=.241) หลักนิติธรรม (β=.232) แลักความคุ้มคา (β=.131) มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุของสำนักงานส่งเรสิมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสามารถร่วมกันทำนายระดับประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุ ได้ร้อยละ 89.70 (R2Adj=.897) ยกเว้นหลักความโปร่งใส และหลักการมสี่วนร่วมสรุปผล:มตัยสำคัญมต่อประสิทธิภาพการจัดการอุปทานโดยรวม ปัจจัยสำคัญ เช่น การดำเนินการอุทธ์ การรกำหนด การติดตามด้านสิ่งแวด้อมความรับผิดชอบ/ความรับผิดชอบ คุณธรรม หลักนิติธรรม และความคุ้มค่าของเงิน มีบทบาทสำคัญในการทนำายและปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดการอุปทานแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ที่แข็งแการจัดการเชิงกลยุทธ์และแนวทางปฏิบัติด้านธรรมาภิบาลที่ดีกับุอปทาน ผลัพธ์ของการจัดากร
{"title":"การบริหารงานเชิงกลยุทธ์และการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสกลนคร","authors":"ธัญพร บัวดี, สามารถ อัยกร, ชาติชัย อุดมกิจมงคล","doi":"10.60027/iarj.2024.275044","DOIUrl":"https://doi.org/10.60027/iarj.2024.275044","url":null,"abstract":"ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การบริหารงานพัสดุมีความสำคัญต่อการบริหารเป็นปัจจัยสู่ความสำเร็จของการบรรลุวิสัยทัศน์ (Vision) ขององค์การ ทั้งในองค์การขนาดเล็กจนถึงองค์การขนาดใหญ่ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการบริหารงานพัสดุที่มี ประสิทธิภาพ ดังนั้นแล้วผู้ปฏิบัติงานจะต้องมีคุณสมบัติและมีความรู้ ความสามารถเกี่ยวกับพัสดุโดยตรง จึงจะทำให้งานสำเร็จลุล่วงและมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารงานเชิงกลยุทธ์ การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล และประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสกลนคร 2) ศึกษาอิทธิพลของการบริหารงานเชิงกลยุทธ์ และการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสกลนคร\u0000ระเบียบวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสกลนคร จำนวน 283 คน โดยการเทียบตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan ทำการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ\u0000ผลการวิจัย: (1) การบริหารเชิงกลยุทธ์ของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (2) บริหารงานเชิงกลยุทธ์ ด้านการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ (β=.403) ด้านการกำหนดกลยุทธ์ (β=.274) การตรวจสอบภาพแวดล้อม (β=.167) และการควบคุมและประเมินผลกลยุทธ์ (β=.133) มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสามารถร่วมกันทำนายระดับประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุได้ร้อยละ 89.30 (R2Adj=.893) (3) การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล ด้านหลักความรับผิดชอบ (β=.304) หลักคุณธรรม (β=.241) หลักนิติธรรม (β=.232) และหลักความคุ้มค่า (β=.131) มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสามารถร่วมกันทำนายระดับประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุ ได้ร้อยละ 89.70 (R2Adj=.897) ยกเว้นหลักความโปร่งใส และหลักการมีส่วนร่วม\u0000สรุปผล: ผลการวิจัยบ่งชี้ว่าการจัดการเชิงกลยุทธ์และแนวปฏิบัติธรรมาภิบาลภายในสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประสิทธิภาพการจัดการอุปทานโดยรวม ปัจจัยสำคัญ เช่น การดำเนินกลยุทธ์ การกำหนด การติดตามด้านสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบ/ความรับผิดชอบ คุณธรรม หลักนิติธรรม และความคุ้มค่าของเงิน มีบทบาทสำคัญในการทำนายและปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดการอุปทาน แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างการจัดการเชิงกลยุทธ์และแนวทางปฏิบัติด้านธรรมาภิบาลที่ดีกับอุปทาน ผลลัพธ์ของการจัดการ","PeriodicalId":505621,"journal":{"name":"Interdisciplinary Academic and Research Journal","volume":"49 12","pages":""},"PeriodicalIF":0.0,"publicationDate":"2024-04-07","publicationTypes":"Journal Article","fieldsOfStudy":null,"isOpenAccess":false,"openAccessPdf":"","citationCount":null,"resultStr":null,"platform":"Semanticscholar","paperid":"140733446","PeriodicalName":null,"FirstCategoryId":null,"ListUrlMain":null,"RegionNum":0,"RegionCategory":"","ArticlePicture":[],"TitleCN":null,"AbstractTextCN":null,"PMCID":"","EPubDate":null,"PubModel":null,"JCR":null,"JCRName":null,"Score":null,"Total":0}
引用次数: 0
ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดสำหรับธุรกิจบริการ และภาพลักษณ์บริษัทที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการขนส่งสินค้าทางถนน ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดสำหรับธุรกิจบริการ และภาพลักษณ์บริษัทที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการขนส่งสินค้าทางถนน
Pub Date : 2024-04-07 DOI: 10.60027/iarj.2024.275003
ปรียาภรณ์ ธีรพรเลิศรัฐ, ชิตพงษ์ อัยสานนท์, ชุติเดช มั่นคงธรรม
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: ในยุคที่การแข่งขันในธุรกิจบริการขนส่งสินค้าทางถนนกลายเป็นเรื่องท้าทาย ความเข้าใจในปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดสำหรับธุรกิจบริการ และภาพลักษณ์ของบริษัทเป็นสิ่งจำเป็นในการดึงดูดและรักษาลูกค้า การวิจัยนี้มุ่งหวังที่จะวิเคราะห์ความคิดเห็นและการตัดสินใจของลูกค้าเกี่ยวกับปัจจัยเหล่านี้ในธุรกิจขนส่งสินค้าทางถนน วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อศึกษาส่วนประสมทางการตลาดสำหรับธุรกิจบริการ  ภาพลักษณ์บริษัท และการตัดสินใจใช้บริการขนส่งสินค้าทางถนน 2. เพื่อทดสอบส่วนประสมทางการตลาดสำหรับธุรกิจบริการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการขนส่งสินค้าทางถนน 3. เพื่อทดสอบภาพลักษณ์บริษัทที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการขนส่งสินค้าทางถนน การวิจัยนี้ได้นำเสนอความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของลูกค้า ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนากลยุทธ์การตลาดและการปรับปรุงบริการในธุรกิจขนส่งสินค้าทางถนนระเบียบวิธีการวิจัย: การศึกษานี้เน้นผู้ใช้บริการขนส่งสินค้าทางถนนในประเทศไทย โดยเลือกผู้ใช้บริการจำนวน 180 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง ใช้แบบสอบถามเพื่อประเมินความคิดเห็นของผู้ใช้บริการ ตรวจสอบความถูกต้องด้านเนื้อหา (IOC=0.67) และความเชื่อมั่น (Cronbach’s Alpha Coefficient=0.59) การเก็บข้อมูลเน้นไปที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยกำหนดสัดส่วนตัวอย่างตามความเข้มข้นของกิจกรรมการขนส่งในแต่ละเขตเพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มธุรกิจที่ใช้บริการขนส่งสินค้าทางถนน ใช้สถิติเชิงพรรณนาสำหรับข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างและความคิดเห็น ใช้การวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่าง ๆ ที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05ผลการวิจัย: พบว่า 1. กระบวนการให้บริการ การส่งเสริมการตลาด ลักษณะทางกายภาพ และภาพลักษณ์บริษัทเป็นปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของลูกค้า โดยภาพลักษณ์บริษัทได้รับการประเมินสูงสุด สะท้อนถึงความสำคัญที่ลูกค้าให้กับภาพรวมและชื่อเสียงของบริษัท 2. ปัจจัยส่วนใหญ่ เช่น ผลิตภัณฑ์ ราคา สถานที่ให้บริการ การส่งเสริมการตลาด พนักงาน และกระบวนการให้บริการ ไม่มีผลที่มีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจใช้บริการขนส่งสินค้าทางถนน ยกเว้นสำหรับลักษณะทางกายภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยเดียวที่มีผลมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจใช้บริการ 3. ภาพลักษณ์บริษัทไม่มีผลที่มีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจใช้บริการขนส่งสินค้าทางถนนสรุปผล: ผลการวิจัยแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของกระบวนการให้บริการและลักษณะทางกายภาพในธุรกิจขนส่งสินค้าทางถนน ภาพลักษณ์บริษัทมีบทบาทสำคัญในการสร้างความพึงพอใจและการตัดสินใจของลูกค้า ส่วนประสมทางการตลาดสำหรับธุรกิจบริการ และปัจจัยอื่น ๆ มีความสำคัญน้อยกว่าลักษณะทางกายภาพในการตัดสินใจใช้บริการ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์:ในยุคที่การแข่งขันในธุรกิจบริการขนส่งสินค้าทางถนนกลายเป็นเรื่องท้าทาย ความเข้าใจในปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดสำหรับธุรกิจบริการ และภาพลักษณ์ของบริษัทเป็นสิ่งจำเป็นในการดึงดูดและรักษาลูกค้าการวิจัยนี้มุ่งหวังที่จะวิเคราะหม์ความิคดเห็นและการตัดสินใจของลูกค้าเกี่ยวกับปัจัยเหานี้ในธรุกิจขนส่งสินค้าทางถน วัตถุประสงค์การวิจัย 1.เพื่อศึกษาส่วนประสมทางการตลาดสำหรับธุรกจิบริการ ภาพลัษกณ์บริษัทและการตัดสินใจใช้บริการขนส่งสินค้าทางถน 2.เพือทดสอบส่วนประสมทางการตลาดสำหรับธุรกจบริการที่สงผลต่อการตัดสินใจใช้บริการขนส่งสินค้าทางถน 3.เพื่อทดสอบภาพลักษณ์บริษัทที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการขนส่งถน การวิจัยนี้ได้นำเสนอความเข้าใจเกี่ยวักบปจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าเด็กเด็ปนสินสสำคัญสำหารับการพัฒนาการทธ์การตาดและการปรับปรุงบินารรัในธุการรัจขนสินค้าทางถนาระเบียบวิธีการวิจัย:การศึกษานี้เนี้นผู้ใช้บริการนข่สงินค้าทางถนนในประเทศไทย โดยเลือกผู้ใช้บริกาจรำนว 180 คนโดยใช้วิธีการสุ่มแบเจาะจง ใช้แบบสอบถามเพ่อประเมินความคิดเห็นของผู้ใช้บริการ ตรวจสอบความถูกต้องด้านเนื้อหา (ioc=0.67) และความเช่อืมั่น (Cronbach's Alpha Coefficient=0.59) การเก็บข้อมูลเน้นไปที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยกำหนดสัดส่วนตัวอย่างตามความเข้มข้นของกจรมการขนส่งในแต่ละเขตเพือใหาครอบคลุมกลุ่ธุรกจิที่ใชบ้ริการขนส่งสินค้าทางถนนใช้สถิติเชิงพรรณนาสำหรับข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างและความคิดเห็น ใช้การวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่าง ๆ ที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05ผลการวิจัย: พบว่า 1.กระบวนการให้บริากร การส่งเสริมการตลาด ลักษณะทางกายภาพ และภาพลักษณ์บริษัทเป็นปัจัยหลักที่มีอิทธิพตล่อการตัดสินใจของลูกค้าโดยภาพลักษณ์บริษัทได้รับการประเมินสูงสุด สะท้อนถึงความสำคัญที่ลูกค้าให้กับภาพรวมและชื่อเสียงของบรษัท 2.ปัจัยส่วนใหญ่ เช่น ผลิตภัณฑ์ ราคา สถานที่ให้บริการ การส่งเสริมการตลาด พนักงาน และกระบวนการให้บริการผลที่มีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจใช้บริการขนส่งสินค้าทางถนน ยกเว้นสำหรับลักษณะทางกายภาพ ซึ่งเป็นปัจัยเดียวที่มีผลมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจใช้บริการ 3.ภาพลักษณ์บริษัทไม่มีผลที่มีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจใช้บริการขนส่งสินค้าทางถนนสรุปผล:ผลการวิจัยแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของกระบวนการให้บริการและลักษณะทางกายภาพในธุรกิจขนส่งสินค้าทางถนน ภาพลักษณ์บริษัทมีบทบาทสำคัญในการสร้างความพึงพอใจและการตัดสินใจของลูกค้าส่วนประสมทางการตาดสำหรับธุรกิจบริการ และปัจัยอื่น ๆ มีความสำคัญน้อยกว่าลักษณะทางกายภาพในการตัดสินใจใช้บริการ
{"title":"ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดสำหรับธุรกิจบริการ และภาพลักษณ์บริษัทที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการขนส่งสินค้าทางถนน","authors":"ปรียาภรณ์ ธีรพรเลิศรัฐ, ชิตพงษ์ อัยสานนท์, ชุติเดช มั่นคงธรรม","doi":"10.60027/iarj.2024.275003","DOIUrl":"https://doi.org/10.60027/iarj.2024.275003","url":null,"abstract":"ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: ในยุคที่การแข่งขันในธุรกิจบริการขนส่งสินค้าทางถนนกลายเป็นเรื่องท้าทาย ความเข้าใจในปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดสำหรับธุรกิจบริการ และภาพลักษณ์ของบริษัทเป็นสิ่งจำเป็นในการดึงดูดและรักษาลูกค้า การวิจัยนี้มุ่งหวังที่จะวิเคราะห์ความคิดเห็นและการตัดสินใจของลูกค้าเกี่ยวกับปัจจัยเหล่านี้ในธุรกิจขนส่งสินค้าทางถนน วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อศึกษาส่วนประสมทางการตลาดสำหรับธุรกิจบริการ  ภาพลักษณ์บริษัท และการตัดสินใจใช้บริการขนส่งสินค้าทางถนน 2. เพื่อทดสอบส่วนประสมทางการตลาดสำหรับธุรกิจบริการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการขนส่งสินค้าทางถนน 3. เพื่อทดสอบภาพลักษณ์บริษัทที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการขนส่งสินค้าทางถนน การวิจัยนี้ได้นำเสนอความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของลูกค้า ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนากลยุทธ์การตลาดและการปรับปรุงบริการในธุรกิจขนส่งสินค้าทางถนน\u0000ระเบียบวิธีการวิจัย: การศึกษานี้เน้นผู้ใช้บริการขนส่งสินค้าทางถนนในประเทศไทย โดยเลือกผู้ใช้บริการจำนวน 180 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง ใช้แบบสอบถามเพื่อประเมินความคิดเห็นของผู้ใช้บริการ ตรวจสอบความถูกต้องด้านเนื้อหา (IOC=0.67) และความเชื่อมั่น (Cronbach’s Alpha Coefficient=0.59) การเก็บข้อมูลเน้นไปที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยกำหนดสัดส่วนตัวอย่างตามความเข้มข้นของกิจกรรมการขนส่งในแต่ละเขตเพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มธุรกิจที่ใช้บริการขนส่งสินค้าทางถนน ใช้สถิติเชิงพรรณนาสำหรับข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างและความคิดเห็น ใช้การวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่าง ๆ ที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05\u0000ผลการวิจัย: พบว่า 1. กระบวนการให้บริการ การส่งเสริมการตลาด ลักษณะทางกายภาพ และภาพลักษณ์บริษัทเป็นปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของลูกค้า โดยภาพลักษณ์บริษัทได้รับการประเมินสูงสุด สะท้อนถึงความสำคัญที่ลูกค้าให้กับภาพรวมและชื่อเสียงของบริษัท 2. ปัจจัยส่วนใหญ่ เช่น ผลิตภัณฑ์ ราคา สถานที่ให้บริการ การส่งเสริมการตลาด พนักงาน และกระบวนการให้บริการ ไม่มีผลที่มีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจใช้บริการขนส่งสินค้าทางถนน ยกเว้นสำหรับลักษณะทางกายภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยเดียวที่มีผลมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจใช้บริการ 3. ภาพลักษณ์บริษัทไม่มีผลที่มีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจใช้บริการขนส่งสินค้าทางถนน\u0000สรุปผล: ผลการวิจัยแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของกระบวนการให้บริการและลักษณะทางกายภาพในธุรกิจขนส่งสินค้าทางถนน ภาพลักษณ์บริษัทมีบทบาทสำคัญในการสร้างความพึงพอใจและการตัดสินใจของลูกค้า ส่วนประสมทางการตลาดสำหรับธุรกิจบริการ และปัจจัยอื่น ๆ มีความสำคัญน้อยกว่าลักษณะทางกายภาพในการตัดสินใจใช้บริการ","PeriodicalId":505621,"journal":{"name":"Interdisciplinary Academic and Research Journal","volume":"44 1","pages":""},"PeriodicalIF":0.0,"publicationDate":"2024-04-07","publicationTypes":"Journal Article","fieldsOfStudy":null,"isOpenAccess":false,"openAccessPdf":"","citationCount":null,"resultStr":null,"platform":"Semanticscholar","paperid":"140733016","PeriodicalName":null,"FirstCategoryId":null,"ListUrlMain":null,"RegionNum":0,"RegionCategory":"","ArticlePicture":[],"TitleCN":null,"AbstractTextCN":null,"PMCID":"","EPubDate":null,"PubModel":null,"JCR":null,"JCRName":null,"Score":null,"Total":0}
引用次数: 0
ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
Pub Date : 2024-04-07 DOI: 10.60027/iarj.2024.274998
ปิยะวรรณ ยางคำ, นาวา มาสวนจิก, อัจฉรพร เฉลิมชิต, พรวดี รักษาศรี, กชนิภา วานิชกิตติกูล
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับการรองรับสังคมสูงวัยด้วยการกำหนดให้เป็นแผนกลยุทธ์ของประเทศ โดยเริ่มจัดทำแผนผู้สูงอายุแห่งชาติขึ้น ซึ่งการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2) เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคลกับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในภาคตะวันออกเฉียงเหนือระเบียบวิธีการวิจัย: โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้สูงอายุในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 400 คน และแบบสอบถามเป็นเครื่องมือการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และ One Way ANOVAผลการวิจัย: 1) ผู้สูงอายุ มีความคิดเห็นด้วยเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยรวมและเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 3.98 โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านจิตใจ มีค่าเฉลี่ย 4.07 ด้านการรวมกลุ่มทางสังคม มีค่าเฉลี่ย 4.05 ด้านสิทธิเสรีภาพ มีค่าเฉลี่ย 3.95 ด้านการพัฒนาตนเอง มีค่าเฉลี่ย 3.89 และด้านร่างกาย มีค่าเฉลี่ย 3.87 2) ผู้สูงอายุที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้ต่อเดือนแตกต่างกัน มีคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่แตกต่างกันสรุปผล: ผู้สูงอายุ มีความคิดเห็นด้วยเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยรวมและเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมาก และผู้สูงอายุที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้ต่อเดือนแตกต่างกัน มีคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่แตกต่างกัน
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์:ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับารอกรงรับสังคมสูงวัยด้วยการกำหนดให้เป็นแผนกลยุทธ์ของประเทศ โดยเริ่มจัดทำแผนผู้สูงอายุแห่งชาติข้น ึซึ่งการวิจัยครั้งนี้มีวัตัถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2) เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคลกับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในภาคตะวันออกเฉียงเหนือระเบียบวิธีการวิจัย:โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้สูงอายุในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 400 คน และแบบสอบถามเป็นเครื่องมือการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-测试 และ One Way ANOVAผลการวิจัย:1) ผู้สูงอายุ มีความคิดเห็นด้วยเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยรวมและเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 3.98 โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านจิตใจ มีค่าเฉลี่ย 4.07 เด็การรวมกลุ่มทางสังคม มีค่าเฉลี่ย 4.05 ด้านสิทธิเสรีภาพ มีค่าเฉลี่ย 3.95 ด้านการพัฒนาตนเอง มีค่าเฉลี่ย 3.89 และด้านร่างกาย มีค่าเฉลี่ย 3.87 2) ผู้สูงอายุที่มีเพศ อายุ ระดักบารศึกษา รายได้ต่อเดือนแติลางกัน มีคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในภาคตวะันอกเฉียงเหนือ ไม่แติลางกันสรุปผร:ผู้สูงอายุ มีความคิดเหน็ด้วยเกี่ยวกับารพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยรวมและเป็นรายด้าน อยู่ในระดับาก และผู้สูงอายุที่มีเพศอายุ ระดับการศึกษา รายได้ต่อเดอือนแตต่างกัน มีคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในภาคตะวันอกเฉียงเหืนอ ไม่แตกางกัน
{"title":"ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","authors":"ปิยะวรรณ ยางคำ, นาวา มาสวนจิก, อัจฉรพร เฉลิมชิต, พรวดี รักษาศรี, กชนิภา วานิชกิตติกูล","doi":"10.60027/iarj.2024.274998","DOIUrl":"https://doi.org/10.60027/iarj.2024.274998","url":null,"abstract":"ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับการรองรับสังคมสูงวัยด้วยการกำหนดให้เป็นแผนกลยุทธ์ของประเทศ โดยเริ่มจัดทำแผนผู้สูงอายุแห่งชาติขึ้น ซึ่งการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2) เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคลกับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ\u0000ระเบียบวิธีการวิจัย: โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้สูงอายุในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 400 คน และแบบสอบถามเป็นเครื่องมือการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และ One Way ANOVA\u0000ผลการวิจัย: 1) ผู้สูงอายุ มีความคิดเห็นด้วยเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยรวมและเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 3.98 โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านจิตใจ มีค่าเฉลี่ย 4.07 ด้านการรวมกลุ่มทางสังคม มีค่าเฉลี่ย 4.05 ด้านสิทธิเสรีภาพ มีค่าเฉลี่ย 3.95 ด้านการพัฒนาตนเอง มีค่าเฉลี่ย 3.89 และด้านร่างกาย มีค่าเฉลี่ย 3.87 2) ผู้สูงอายุที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้ต่อเดือนแตกต่างกัน มีคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่แตกต่างกัน\u0000สรุปผล: ผู้สูงอายุ มีความคิดเห็นด้วยเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยรวมและเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมาก และผู้สูงอายุที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้ต่อเดือนแตกต่างกัน มีคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่แตกต่างกัน","PeriodicalId":505621,"journal":{"name":"Interdisciplinary Academic and Research Journal","volume":"45 2","pages":""},"PeriodicalIF":0.0,"publicationDate":"2024-04-07","publicationTypes":"Journal Article","fieldsOfStudy":null,"isOpenAccess":false,"openAccessPdf":"","citationCount":null,"resultStr":null,"platform":"Semanticscholar","paperid":"140733011","PeriodicalName":null,"FirstCategoryId":null,"ListUrlMain":null,"RegionNum":0,"RegionCategory":"","ArticlePicture":[],"TitleCN":null,"AbstractTextCN":null,"PMCID":"","EPubDate":null,"PubModel":null,"JCR":null,"JCRName":null,"Score":null,"Total":0}
引用次数: 0
วัฒนธรรมองค์การและการบริหารเชิงกลยุทธ์ที่มีผลต่อสัมฤทธิผลการดำเนินงานของสำนักงานอัยการภาค 4 วัฒนธรรมองค์การและการบริหารเชิงกลยุทธ์ที่มีผลต่อสัมฤทธิผลการดำเนินงานของสำนักงานอัยการภาค 4
Pub Date : 2024-04-07 DOI: 10.60027/iarj.2024.274908
ไมตรี เนติวิริยะกุล, สัญญาศรณ์ สวัสดิ์ไธสง, ละมัย ร่มเย็น
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่มีผลต่อประสิทธิผลขององค์การ และความสำเร็จ ในการบริหารงานขององค์การ คือ วัฒนธรรมองค์การ นอกจากนั้นแล้วการบริหารเชิงกลยุทธ์ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อความสำเร็จในการบริหารงานขององค์การ ซึ่งการจัดการเชิงกลยุทธ์เป็นการบริหารอย่างมีระบบที่ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ของผู้นำองค์การเป็น สํวนประกอบและอาศัยการวางแผนอย่างมีขั้นตอน ดังนั้นการวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายของการวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาระดับวัฒนธรรมองค์การ การบริหารเชิงกลยุทธ์และสัมฤทธิผลการดำเนินงานของสำนักงานอัยการภาค 4 2) เพื่อศึกษาอิทธิพลของวัฒนธรรมองค์การและการบริหารเชิงกลยุทธ์ที่มีผลต่อสัมฤทธิผลการดำเนินงานของสำนักงานอัยการภาค 4ระเบียบวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรของสำนักงานอัยการภาค 4 จำนวน 278 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ ในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณผลการวิจัย: (1) วัฒนธรรมองค์การของสำนักงานอัยการภาค 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก การบริหารเชิงกลยุทธ์ของสำนักงานอัยการภาค 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และสัมฤทธิผลการดำเนินงานของสำนักงานอัยการภาค 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (2) ตัวแปรวัฒนธรรมองค์การสามารถร่วมกันพยากรณ์ระดับสัมฤทธิผลการดำเนินงานของสำนักงานอัยการภาค 4 ได้ร้อยละ 53.50 (R2Adj=.535) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อพิจารณาองค์ประกอบย่อยของตัวแปรวัฒนธรรมองค์การ พบว่า ตัวแปรที่มีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยสูงที่สุด ได้แก่ วัฒนธรรมพันธกิจ (β=.554) รองลงมาคือ วัฒนธรรมส่วนร่วม (β=.354) วัฒนธรรมเอกภาพ (β=.224) และวัฒนธรรมปรับตัว (β=.188) ตามลำดับ (3) ตัวแปรการบริหารเชิงกลยุทธ์สามารถร่วมกันพยากรณ์ระดับสัมฤทธิผลการดำเนินงานของสำนักงานอัยการภาค 4 ได้ร้อยละ 85.50 (R2Adj=.855) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อพิจารณาองค์ประกอบย่อยของตัวแปรการบริหารเชิงกลยุทธ์ พบว่า ตัวแปรที่มีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยสูงที่สุด ได้แก่ การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ (β=.560) และการตรวจสอบภาพแวดล้อม (β=.484) ตามลำดับ ยกเว้นตัวแปรการกำหนดกลยุทธ์ และด้านการควบคุมและประเมินผลกลยุทธ์สรุปผล: ผลการวิจัยการดำเนินงานของสำนักงานอัยการเขต 4 บ่งชี้ถึงสภาพแวดล้อมขององค์กรเชิงบวกที่โดดเด่นด้วยวัฒนธรรมองค์กรโดยรวม การจัดการเชิงกลยุทธ์ และการปฏิบัติงานในระดับสูง การศึกษาเน้นย้ำถึงบทบาทเชิงคาดการณ์ที่มีนัยสำคัญของวัฒนธรรมพันธกิจในขอบเขตวัฒนธรรมองค์กร และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการนำกลยุทธ์ไปใช้และการติดตามสภาพแวดล้อมในการจัดการเชิงกลยุทธ์ ผลลัพธ์เหล่านี้ตอกย้ำถึงอิทธิพลบูรณาการของวัฒนธรรมองค์กรและการจัดการเชิงกลยุทธ์ต่อผลการดำเนินงานโดยรวมของสำนักงานอัยการเขต 4 ซึ่งเสนอแนะกรอบองค์กรที่แข็งแกร่งและสอดคล้องกัน
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์:ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่มีผลต่อประสิทธิผลขององค์การ และความสำเร็จ ในการบริหารงานของค์การ คือ วัฒนธรรมองค์การนอกจากนั้นแล้วการบริหารเชิงกลยุทธ์ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อความสำเร็จในการบริหารงานขององค์การ ซึ่งการจัดการเชิงกลยุทธ์เป็นการบริหารอย่างมีระบบที่ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ของผู้นำองค์การเป็นสํวนประกอบและอาศัยการวางแผนอย่างมีขั้นตอน ดังนั้นการวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายของการวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาระดับวัฒนธรรมองค์การ การบริหารเชิงกลยุทธ์และสัมฤทธิผลการดำเนินงานของสำนักงานอัยการภาค4 2) เพื่อศึกษาอิทธิพลองวัฒนธรมองค์การและการบริหารเชิงกลงยุทธ์ที่มีผลต่อสัมฤทธิผการดำเนผการองสำนธรมีผการวิจัย:ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่าง ใช้แบบดันภูมิ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ ในการเ็กรบวรมข้อมูลสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมารตฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณผลการวิจัย:(1) วัฒนธรรมองค์การของสำนักงานอัยการภาค 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาการบริหารเชิงกลยุทธ์ของสำนักงานอัยการภาค 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมกาและสัมฤทธิผลการดำเนินงานของสำนักงานอัยการภาค 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (2) ตัวแปรวัฒนธรรมองค์การสามารถร่วมกันพยากรณ์ระดับสัมฤทธิผลการดำเนินงานของสำนักงานอัยการภาค 4 ได้ร้อยละ 53.50 (R2Adj=.535) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อพิจารณาองค์ประกอบย่อยของตัวแปรวัฒนธรรมองค์การ พบว่า ตัวแปรที่มีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยสูงที่สุด ได้แก่ วัฒนธรรมพันธกิจ (β=.554) รองลงมาคือ วัฒนธรรมส่วนร่วม (β=.354) วัฒนธรรมเอกภาพ (β=.224) และวัฒนธรรมปรับตัว (β=.188) ตามลำดับ (3) ตัวแปรการบริหารเชิงกลยุทธ์สามารถ่รวมกันพยากรณ์ระดับสัมฤทธิผลากรดำเนิงานของสำันกงานอัยการภาค 4 ได้ร้อยละ 85.50 (R2Adj=.855) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อพิจารณาองค์ประกอบย่อยของตัวแปรการบริหารเชิงกลยุทธ์ พบว่า ตัวแปรที่มีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยสูงที่สุด ได้แก่ การนำกลยุทธ์ไปฏิบัติ (β=.560) และการตรวจสอบภาพแวดล้อม (β=.484) มตาลำดับ ยกเว้นตัวแปรการกำหนดกลยุทธ์ และด้านการควบคุมและประเมินผลกลยุทธ์สรุปผล:ผลการวิจัยการดำเนินงานของสำนักงานอัยการเข 4ต บ่งชี้ถึงสภาพแวดล้อมของค์กรเชิงบวกที่โดเด่นด้วยวัฒนธรรมองค์กรโดยรวม การจัดการเชิงกลยุทธ์และการปฏิบัติงานในระดับสูง การศึกษาเน้นย้ำถึงบทบาทเชิงคาดการณ์ที่มีนัยสำคัญของวัฒนธรรมพันธกจิในขอบเขตวัฒนธรรมงค์กรและเน้นย้ำถึงความสำคัญขงการนอกลำยุธ์ไปใช้และการติดตามสภาพแวดล้อมในการจัดการเชิงกลุธ์ผลลัพธ์เหล่านี้ตอกย้ำถึงอิทธิพลบูรณาการของวัฒนธรรมองค์กรและการจัดการเชิงกลยุทธ์ต่อผลการดำเนินงานโดยรวมของสำนักงานอัยการเขต 4 ซึ่งเสนอแนะกรอบองค์กรที่แข็งแกร่งและสอดคล้องกัน
{"title":"วัฒนธรรมองค์การและการบริหารเชิงกลยุทธ์ที่มีผลต่อสัมฤทธิผลการดำเนินงานของสำนักงานอัยการภาค 4","authors":"ไมตรี เนติวิริยะกุล, สัญญาศรณ์ สวัสดิ์ไธสง, ละมัย ร่มเย็น","doi":"10.60027/iarj.2024.274908","DOIUrl":"https://doi.org/10.60027/iarj.2024.274908","url":null,"abstract":"ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่มีผลต่อประสิทธิผลขององค์การ และความสำเร็จ ในการบริหารงานขององค์การ คือ วัฒนธรรมองค์การ นอกจากนั้นแล้วการบริหารเชิงกลยุทธ์ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อความสำเร็จในการบริหารงานขององค์การ ซึ่งการจัดการเชิงกลยุทธ์เป็นการบริหารอย่างมีระบบที่ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ของผู้นำองค์การเป็น สํวนประกอบและอาศัยการวางแผนอย่างมีขั้นตอน ดังนั้นการวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายของการวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาระดับวัฒนธรรมองค์การ การบริหารเชิงกลยุทธ์และสัมฤทธิผลการดำเนินงานของสำนักงานอัยการภาค 4 2) เพื่อศึกษาอิทธิพลของวัฒนธรรมองค์การและการบริหารเชิงกลยุทธ์ที่มีผลต่อสัมฤทธิผลการดำเนินงานของสำนักงานอัยการภาค 4\u0000ระเบียบวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรของสำนักงานอัยการภาค 4 จำนวน 278 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ ในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ\u0000ผลการวิจัย: (1) วัฒนธรรมองค์การของสำนักงานอัยการภาค 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก การบริหารเชิงกลยุทธ์ของสำนักงานอัยการภาค 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และสัมฤทธิผลการดำเนินงานของสำนักงานอัยการภาค 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (2) ตัวแปรวัฒนธรรมองค์การสามารถร่วมกันพยากรณ์ระดับสัมฤทธิผลการดำเนินงานของสำนักงานอัยการภาค 4 ได้ร้อยละ 53.50 (R2Adj=.535) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อพิจารณาองค์ประกอบย่อยของตัวแปรวัฒนธรรมองค์การ พบว่า ตัวแปรที่มีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยสูงที่สุด ได้แก่ วัฒนธรรมพันธกิจ (β=.554) รองลงมาคือ วัฒนธรรมส่วนร่วม (β=.354) วัฒนธรรมเอกภาพ (β=.224) และวัฒนธรรมปรับตัว (β=.188) ตามลำดับ (3) ตัวแปรการบริหารเชิงกลยุทธ์สามารถร่วมกันพยากรณ์ระดับสัมฤทธิผลการดำเนินงานของสำนักงานอัยการภาค 4 ได้ร้อยละ 85.50 (R2Adj=.855) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อพิจารณาองค์ประกอบย่อยของตัวแปรการบริหารเชิงกลยุทธ์ พบว่า ตัวแปรที่มีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยสูงที่สุด ได้แก่ การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ (β=.560) และการตรวจสอบภาพแวดล้อม (β=.484) ตามลำดับ ยกเว้นตัวแปรการกำหนดกลยุทธ์ และด้านการควบคุมและประเมินผลกลยุทธ์\u0000สรุปผล: ผลการวิจัยการดำเนินงานของสำนักงานอัยการเขต 4 บ่งชี้ถึงสภาพแวดล้อมขององค์กรเชิงบวกที่โดดเด่นด้วยวัฒนธรรมองค์กรโดยรวม การจัดการเชิงกลยุทธ์ และการปฏิบัติงานในระดับสูง การศึกษาเน้นย้ำถึงบทบาทเชิงคาดการณ์ที่มีนัยสำคัญของวัฒนธรรมพันธกิจในขอบเขตวัฒนธรรมองค์กร และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการนำกลยุทธ์ไปใช้และการติดตามสภาพแวดล้อมในการจัดการเชิงกลยุทธ์ ผลลัพธ์เหล่านี้ตอกย้ำถึงอิทธิพลบูรณาการของวัฒนธรรมองค์กรและการจัดการเชิงกลยุทธ์ต่อผลการดำเนินงานโดยรวมของสำนักงานอัยการเขต 4 ซึ่งเสนอแนะกรอบองค์กรที่แข็งแกร่งและสอดคล้องกัน","PeriodicalId":505621,"journal":{"name":"Interdisciplinary Academic and Research Journal","volume":"5 22","pages":""},"PeriodicalIF":0.0,"publicationDate":"2024-04-07","publicationTypes":"Journal Article","fieldsOfStudy":null,"isOpenAccess":false,"openAccessPdf":"","citationCount":null,"resultStr":null,"platform":"Semanticscholar","paperid":"140732944","PeriodicalName":null,"FirstCategoryId":null,"ListUrlMain":null,"RegionNum":0,"RegionCategory":"","ArticlePicture":[],"TitleCN":null,"AbstractTextCN":null,"PMCID":"","EPubDate":null,"PubModel":null,"JCR":null,"JCRName":null,"Score":null,"Total":0}
引用次数: 0
ปัญหาการกำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอมีอำนาจในการกำกับดูแล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายเทศบาล ปัญหาการกำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอมีอำนาจในการกำกับดูแล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายเทศบาล
Pub Date : 2024-04-07 DOI: 10.60027/iarj.2024.274854
เอกรินทร์ กุภาพันธ์, ตรีเพชร์ จิตรมหึมา
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: เทศบาลเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอแล้วแต่กรณี โดยผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจสั่งให้นายกเทศมนตรีรองนายกเทศมนตรี พ้นจากตำแหน่ง การกระทำของผู้กำกับดูแลจึงมีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครอง ซึ่งมีประเด็นที่ควรศึกษาถึงเหตุดังกล่าวว่าควรจะใช้หลักเกณฑ์ใด หรือควรให้อำนาจแก่ผู้กำกับดูแลมากน้อยเพียงใดในการกำกับดูแลเทศบาลจึงจะเหมาะสมกับหลักความเป็นอิสระ (Autonomy) ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยพิจารณาหลักการกำกับดูแล รวมถึงการใช้ดุลพินิจของผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการพิจารณาและสั่งให้นายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรี พ้นจากตำแหน่ง เพื่อหาแนวทางและนิติวิธีที่เกี่ยวกับรูปแบบการกำกับดูแลองค์ปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล) ที่เหมาะสมกับประเทศไทยให้มีความเป็นอิสระตามเจตจำนงของรัฐธรรมนูญ  ระเบียบวิธีการวิจัย: วิจัยนี้เป็นการศึกษาในเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) ได้แก่ กฎหมาย หนังสือ วารสารวิชาการ บทความวิชาการ วิทยานิพนธ์ เอกสารงานวิจัย รวมทั้งข้อมูลเอกสารต่าง ๆ ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ  นำมาวิเคราะห์และเสนอแนะตามประเด็นวัตถุประสงค์การวิจัยผลการวิจัย: การพิจารณาวินิจฉัยสั่งการของผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้นายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรี พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 73/1 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 ควรให้องค์กรตุลาการหรือศาลปกครองเข้ามามีบทบาทในการพิทักษ์สิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญรับรองให้ ทั้งนี้ตามมาตรา 249 เพราะเหตุที่ว่าองค์กรตุลาการเป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐและเป็นกลางไม่ได้ มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ ในเรื่องของการบริหารงานของเทศบาล ดังนั้น การให้ศาลปกครองชั้นต้นเข้ามาตรวจสอบและมีคำสั่งหรือคำพิพากษา กรณีที่นายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรี จงใจทอดทิ้งหรือละเลยไม่ปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่อันจะเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง หรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ หรือประพฤติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อย ตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้กับกับดูแลเป็นผู้ยื่นฟ้องคดี โดยคดีดังกล่าวควรกำหนดเป็นคดีปกครองพิเศษ จึงจะสอดคล้องกับหลักการการกำกับดูแลต้องทำเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อการคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นหรือประโยชน์ของประเทศเป็นส่วนรวมสรุปผล: ผลการวิจัยสรุปได้ว่าเพื่อให้เกิดความเป็นอิสระของเทศบาลอย่างแท้จริงและประกันหลักการการกำกับดูแลต้องทำเพียงเท่าที่จำเป็นควรยกเลิกพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 72 มาตรา 73 และมาตรา 73/1 เพื่อให้กรณีการสั่งให้นายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรี พ้นจากตำแหน่งไม่อยู่ภายใต้อำนาจขององค์กรของรัฐฝ่ายปกครองกล่าวคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้มีอำนาจในการฟ้องคดีปกครองพิเศษต่อศาลปกครองชั้นต้นที่มีเขตอำนาจ ทั้งนี้ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์:เทศบาลเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยอู่ภายใต้การกำกับดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดหออนายอืำเภอแล้วกรณีโดยผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรัฐมนตรี่วาการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจสั่งให้นายกเทศมนตรีรองนายกเทศมนตรี พ้นจากตำแหน่งการระทำของผู้ำกกับดูแลจึงมีลักษณะเป็นคอสั่งทางปกครอง ซึ่งมีประเด็นที่ควรศึกษาถึเหตุดังกลาควรจะใช้หลักเกณฑ์ใดหรือควรใหอ้ำนาจแก่ผู้ำกับดูแลมากน้อยเพียงใดในการำกับูดแเลทศบาลจึงจะเหมาสมกับหลักควาเป็นิสระ(Autonomy) ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยพิจารณาหลักการกำกับดูแล รวมถึงการใช้ดุลพินิจของผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการพิจารณาและสั่งให้นายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรีพ้นจากตำแหน่ง เพื่อหาแนวทางและนิติวิธีที่เกี่ยวกับรูปแบบการกำกับดูแลองค์ปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล) ที่เหมาะสมกับประเทศไทยให้มีความเป็นอิสระตามเจตจำนงของรัฐธรรมนูญ ระเบียบวิธีการวิจัย:วิจัยนี้เป็นการศึกษาในเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) ได้แก่ กฎหมาย หนังสือ วารสาวิชาการ บทความวิชาการ วิทยานิพนธ์เอกสารงานวิจัย รวมทั้งข้อมูลเอกสารต่าง ๆ ทั้งภาษาไทยและาภษาต่างประเทศ นำมาวิเคราหะ์และเสนอแนตะามประเด็นวัตถุประสงค์การวิจัยผลการวิจัย:การพิจารณาวินิจฉัยสั่งการของผู้่วาราชการจังหวัดหอืรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้นายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตีร พ้นจากตำแหน่งตามาตรา 73/1 แห่งพระาชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 ควรให้องค์กรตุลาการหรือศาลปกครองเข้ามาีบทบาทในการพิทักษ์สิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐธรมนูญรับรองให้249 เพราะเหตุที่ว่าองค์กรตุลาการเป็นองค์กรผู้ใชอ้ำนาจอธิปตไยของรัฐและเป็นกลางไมได้มีส่วนเสียใด เLm_E46↩ ในเรื่องขงกอารบริหารงานของเทศบาล ดังนั้น การให้ศาลปกครองชันต้นเข้ามาตรวจสอบและมคีำสั่งหรือคำพิพากษา กรณีที่นายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรีจงใจทอดทิ้งหอือปฏบัติการตามอำนาจหนาที่อันจะเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง หรือปฏบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหนาที่หรอืประพฤติตนฝ่าหืนต่อความสงบเรียบร้อย ตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้ักบกับดูแลเป็นผู้ยื่นฟ้องคดีโดยคดีดังกล่าวควรกำหนดเป็นคดีปกครองพิเศษ จึงจะสอดคล้องกับหลักการการกำกับดูแลต้องทำเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อการคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นหรือประโยชน์ของประเทศเป็นส่วนรวมสรุปผล:ศ.2496 มาตรา 72 มาตรา 73 และมาตรา 73/1 เพื่อให้ากรณีการสั่งให้นายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรีพ้นจากตำผ루밟
{"title":"ปัญหาการกำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอมีอำนาจในการกำกับดูแล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายเทศบาล","authors":"เอกรินทร์ กุภาพันธ์, ตรีเพชร์ จิตรมหึมา","doi":"10.60027/iarj.2024.274854","DOIUrl":"https://doi.org/10.60027/iarj.2024.274854","url":null,"abstract":"ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: เทศบาลเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอแล้วแต่กรณี โดยผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจสั่งให้นายกเทศมนตรีรองนายกเทศมนตรี พ้นจากตำแหน่ง การกระทำของผู้กำกับดูแลจึงมีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครอง ซึ่งมีประเด็นที่ควรศึกษาถึงเหตุดังกล่าวว่าควรจะใช้หลักเกณฑ์ใด หรือควรให้อำนาจแก่ผู้กำกับดูแลมากน้อยเพียงใดในการกำกับดูแลเทศบาลจึงจะเหมาะสมกับหลักความเป็นอิสระ (Autonomy) ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยพิจารณาหลักการกำกับดูแล รวมถึงการใช้ดุลพินิจของผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการพิจารณาและสั่งให้นายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรี พ้นจากตำแหน่ง เพื่อหาแนวทางและนิติวิธีที่เกี่ยวกับรูปแบบการกำกับดูแลองค์ปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล) ที่เหมาะสมกับประเทศไทยให้มีความเป็นอิสระตามเจตจำนงของรัฐธรรมนูญ  \u0000ระเบียบวิธีการวิจัย: วิจัยนี้เป็นการศึกษาในเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) ได้แก่ กฎหมาย หนังสือ วารสารวิชาการ บทความวิชาการ วิทยานิพนธ์ เอกสารงานวิจัย รวมทั้งข้อมูลเอกสารต่าง ๆ ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ  นำมาวิเคราะห์และเสนอแนะตามประเด็นวัตถุประสงค์การวิจัย\u0000ผลการวิจัย: การพิจารณาวินิจฉัยสั่งการของผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้นายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรี พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 73/1 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 ควรให้องค์กรตุลาการหรือศาลปกครองเข้ามามีบทบาทในการพิทักษ์สิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญรับรองให้ ทั้งนี้ตามมาตรา 249 เพราะเหตุที่ว่าองค์กรตุลาการเป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐและเป็นกลางไม่ได้ มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ ในเรื่องของการบริหารงานของเทศบาล ดังนั้น การให้ศาลปกครองชั้นต้นเข้ามาตรวจสอบและมีคำสั่งหรือคำพิพากษา กรณีที่นายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรี จงใจทอดทิ้งหรือละเลยไม่ปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่อันจะเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง หรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ หรือประพฤติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อย ตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้กับกับดูแลเป็นผู้ยื่นฟ้องคดี โดยคดีดังกล่าวควรกำหนดเป็นคดีปกครองพิเศษ จึงจะสอดคล้องกับหลักการการกำกับดูแลต้องทำเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อการคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นหรือประโยชน์ของประเทศเป็นส่วนรวม\u0000สรุปผล: ผลการวิจัยสรุปได้ว่าเพื่อให้เกิดความเป็นอิสระของเทศบาลอย่างแท้จริงและประกันหลักการการกำกับดูแลต้องทำเพียงเท่าที่จำเป็นควรยกเลิกพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 72 มาตรา 73 และมาตรา 73/1 เพื่อให้กรณีการสั่งให้นายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรี พ้นจากตำแหน่งไม่อยู่ภายใต้อำนาจขององค์กรของรัฐฝ่ายปกครองกล่าวคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้มีอำนาจในการฟ้องคดีปกครองพิเศษต่อศาลปกครองชั้นต้นที่มีเขตอำนาจ ทั้งนี้ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง","PeriodicalId":505621,"journal":{"name":"Interdisciplinary Academic and Research Journal","volume":"21 8","pages":""},"PeriodicalIF":0.0,"publicationDate":"2024-04-07","publicationTypes":"Journal Article","fieldsOfStudy":null,"isOpenAccess":false,"openAccessPdf":"","citationCount":null,"resultStr":null,"platform":"Semanticscholar","paperid":"140732666","PeriodicalName":null,"FirstCategoryId":null,"ListUrlMain":null,"RegionNum":0,"RegionCategory":"","ArticlePicture":[],"TitleCN":null,"AbstractTextCN":null,"PMCID":"","EPubDate":null,"PubModel":null,"JCR":null,"JCRName":null,"Score":null,"Total":0}
引用次数: 0
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับนิสัยในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับนิสัยในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
Pub Date : 2024-04-07 DOI: 10.60027/iarj.2024.274679
มนต์มนัส บุญชู, กมลทิพย์ ศรีหาเศษ, ดารุณี ทิพยกุลไพโรจน์
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: นิสัยในการเรียนเป็นพฤติกรรมที่แสดงออกของผู้เรียน เพื่อตอบสนองทางการเรียนซึ่งเกิดจากการเรียนรู้ ปฏิบัติ หรือฝึกฝนจนกลายเป็นนิสัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ดังนั้นเพื่อให้ได้สารสนเทศที่นำไปใช้เป็นประโยชน์ในการกำหนดแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้มีนิสัยในการเรียนที่ดี จึงนำมาสู่การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับนิสัยในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 2) สร้างสมการทำนายนิสัยในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3ระเบียบวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สังกัดฝ่ายการศึกษา อัครสังฆมณฑลกรุงเทพมหานคร จำนวน 264 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับนิสัยในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งมีค่าความเที่ยง เท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุผลการวิจัย: (1) นิสัยในการเรียน กับเจตคติในการเรียน แรงจูงใจในการเรียน ความวิตกกังวลในการเรียน บทบาทของผู้ปกครอง บทบาทของครู และสิ่งแวดล้อมของโรงเรียน มีสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (R) เท่ากับ 0.58 โดยชุดตัวแปรอิสระสามารถอธิบายความแปรปรวนในตัวแปรตาม (Adjusted R2) ได้ร้อยละ 31.80 และ (2) ตัวแปรอิสระที่มีความสัมพันธ์กับนิสัยในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มากที่สุด คือ เจตคติในการเรียน (b = 0.47) รองลงมา คือ บทบาทของผู้ปกครอง (b = 0.15) และ แรงจูงใจในการเรียน (b = 0.14) ตามลำดับ โดยสมการทำนายปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับนิสัยในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการคัดตัวแปรเข้าสู่สมการแบบ Enter พบว่า สัมประสิทธิ์ถดถอย (b) ของเจตคติในการเรียน แรงจูงใจในการเรียน และบทบาทของผู้ปกครอง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สมการทำนายในรูปของสมการคะแนนดิบ คือนิสัยในการเรียน = 0.50 + 0.52เจตคติในการเรียน* + 0.07แรงจูงใจในการเรียน*+ 0.13บทบาทของผู้ปกครอง*สรุปผล: ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่านิสัยการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้รับอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญจากทัศนคติในการเรียน การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง และแรงจูงใจในการเรียน โดยทัศนคติในการเรียนแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นที่สุด ปัจจัยเหล่านี้อธิบายความแปรปรวนในนิสัยการเรียนรู้รวมกันร้อยละ 31.80 โดยเน้นถึงความสำคัญของทัศนคติเชิงบวกต่อการเรียนและการสนับสนุนจากผู้ปกครองในการส่งเสริมพฤติกรรมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์:นิสัยในการเรียนเป็นพฤติกรรมที่แสดงออกของผู้เรียน เพื่อตอบสนองทางการเรียนซึ่งเกิดจากการเรียนรู้ ปฏิบัติ หรือฝึกฝนจนกลายเป็นนิสัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใจึงนำมาสู่ารวจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาปัจัยที่มีความสัมพันธ์กับนิสัยในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมมศึกษาปีที่3 และ 2) สร้างสมการทำนายนิสัยในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3ระเบียบวิธีการวิจัย:มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาีปที่ 3 สังกัด่ายการศึกษา อัครสังฆมณฑกรุงเทพมหานคร จำนวน 264 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแ่งกลุ่มเครืองมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามปัจัยที่มีความสัมพันธ์กับนิสัยในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งมีค่าคความเที่ยง เท่าับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุผลการวิจัย:(1) นิสัยในการเรียน กับเจตคติในการเรียน แรงจูงใจในการเรียน ความวิตกกังวลในการเรียน บทบาทของผู้ปกครอง บทบาทของครู และสิ่งแวดล้อมของโรงเรียน มีสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (R) เท่ากับ 0.58 โดยชุดตัวแปรอิสระสามารถอธิบายความแปรปรวนในตัวแปรตาม (Adjusted R2) ได้ร้อยละ 31.80 และ (2) ตัวแปรอิสระที่มีความสัมพันธ์กับนิสัยในการเรียนของนักเรียนชัน้มัธยมศึกษาปีที่ 3 มากที่สดุ ืคอ เจตคติในการเรียน (b = 0.47) รองลงมา คือ บทบาทของผู้ปกครอง (b = 0.15) และ แรงจูงใจในการเรียน (b = 0.14)ตาลมำดับ โดยสมการทำนายปัจัยที่มีความสัมพันธ์กับนิสัยในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี่ที่ 3 โดยการคัดตัวแปรเข้าสู่สมการแบ输入 พบว่า สัมประสิทธิ์ถดถอย (b) ของเจตคติในการเรียน แรงจูงใจในการเรียน และบทบาทของผู้ปกครอง มีันยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สมการทำนายในรูปของสมการคะแนนดิบ คือนิสัยในการเรียน = 0.50 + 0.52เจตคติในการเรียน* + 0.07แรงจูงใจในการเรียน*+ 0.13บทบาทของผู้ปกครอง*สรุปผล:ผลการวิจัยชี้ใหเห็นว่านิสัยการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึษกาปีที่ 3 ไดี้รับอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญจากทัศนคติในการเรียน การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองเE43↩จในการเรียน โดยทัศนคติในการเรียนแสดงให้เห็นความสัมพันธที่แน่นแฟ้นที่สุด ปัจจัยเหลานี้อธิบายความแปรปรวนในิสัยการเรียนรู้รวมกันร้อละ 31.80 โดยเน้นถึงความสำคัญของทัศนคติเชิงบวกตอ่การเรียนและารสนจากผู้ปกครองในารส่งเสรมพฤติกรรมการเรียนรู้ทียนประสิทธิภาพ
{"title":"ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับนิสัยในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3","authors":"มนต์มนัส บุญชู, กมลทิพย์ ศรีหาเศษ, ดารุณี ทิพยกุลไพโรจน์","doi":"10.60027/iarj.2024.274679","DOIUrl":"https://doi.org/10.60027/iarj.2024.274679","url":null,"abstract":"ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: นิสัยในการเรียนเป็นพฤติกรรมที่แสดงออกของผู้เรียน เพื่อตอบสนองทางการเรียนซึ่งเกิดจากการเรียนรู้ ปฏิบัติ หรือฝึกฝนจนกลายเป็นนิสัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ดังนั้นเพื่อให้ได้สารสนเทศที่นำไปใช้เป็นประโยชน์ในการกำหนดแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้มีนิสัยในการเรียนที่ดี จึงนำมาสู่การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับนิสัยในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 2) สร้างสมการทำนายนิสัยในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3\u0000ระเบียบวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สังกัดฝ่ายการศึกษา อัครสังฆมณฑลกรุงเทพมหานคร จำนวน 264 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับนิสัยในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งมีค่าความเที่ยง เท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุ\u0000ผลการวิจัย: (1) นิสัยในการเรียน กับเจตคติในการเรียน แรงจูงใจในการเรียน ความวิตกกังวลในการเรียน บทบาทของผู้ปกครอง บทบาทของครู และสิ่งแวดล้อมของโรงเรียน มีสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (R) เท่ากับ 0.58 โดยชุดตัวแปรอิสระสามารถอธิบายความแปรปรวนในตัวแปรตาม (Adjusted R2) ได้ร้อยละ 31.80 และ (2) ตัวแปรอิสระที่มีความสัมพันธ์กับนิสัยในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มากที่สุด คือ เจตคติในการเรียน (b = 0.47) รองลงมา คือ บทบาทของผู้ปกครอง (b = 0.15) และ แรงจูงใจในการเรียน (b = 0.14) ตามลำดับ โดยสมการทำนายปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับนิสัยในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการคัดตัวแปรเข้าสู่สมการแบบ Enter พบว่า สัมประสิทธิ์ถดถอย (b) ของเจตคติในการเรียน แรงจูงใจในการเรียน และบทบาทของผู้ปกครอง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สมการทำนายในรูปของสมการคะแนนดิบ คือ\u0000นิสัยในการเรียน = 0.50 + 0.52เจตคติในการเรียน* + 0.07แรงจูงใจในการเรียน*+ 0.13บทบาทของผู้ปกครอง*\u0000สรุปผล: ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่านิสัยการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้รับอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญจากทัศนคติในการเรียน การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง และแรงจูงใจในการเรียน โดยทัศนคติในการเรียนแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นที่สุด ปัจจัยเหล่านี้อธิบายความแปรปรวนในนิสัยการเรียนรู้รวมกันร้อยละ 31.80 โดยเน้นถึงความสำคัญของทัศนคติเชิงบวกต่อการเรียนและการสนับสนุนจากผู้ปกครองในการส่งเสริมพฤติกรรมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ","PeriodicalId":505621,"journal":{"name":"Interdisciplinary Academic and Research Journal","volume":"55 16","pages":""},"PeriodicalIF":0.0,"publicationDate":"2024-04-07","publicationTypes":"Journal Article","fieldsOfStudy":null,"isOpenAccess":false,"openAccessPdf":"","citationCount":null,"resultStr":null,"platform":"Semanticscholar","paperid":"140733502","PeriodicalName":null,"FirstCategoryId":null,"ListUrlMain":null,"RegionNum":0,"RegionCategory":"","ArticlePicture":[],"TitleCN":null,"AbstractTextCN":null,"PMCID":"","EPubDate":null,"PubModel":null,"JCR":null,"JCRName":null,"Score":null,"Total":0}
引用次数: 0
การศึกษาสภาพปัญหาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูปฐมวัยในโรงเรียนอนุบาล Xiyuehe การศึกษาสภาพปัญหาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูปฐมวัยในโรงเรียนอนุบาล Xiyuehe
Pub Date : 2024-04-07 DOI: 10.60027/iarj.2024.275091
ทัศนีย์ นาคุณทรง, Liu Lihua
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การศึกษาระดับปฐมวัยจัดเป็นการศึกษาที่สําคัญระดับหนึ่งที่ผู้จัดการศึกษาตลอดจนผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งครูพี่เลี้ยง ครูผู้สอน หรือผู้ดูแลเด็กซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทอย่างมากในการปลูกฝังลักษณะนิสัยให้กับเด็ก ในการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมและนําเด็กไปสู่การพัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย สังคม อารมณ์ และสติปัญญา ดังนั้นการวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาปัญหาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูปฐมวัยในโรงเรียนอนุบาล Xiyuehe (2) เพื่อทราบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูปฐมวัยในโรงเรียนอนุบาล Xiyuehe กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูปฐมวัยในโรงเรียนอนุบาล Xiyuehe เมืองซูโจว ประเทศจีน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 16 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูปฐมวัย มี 3 ตอน ค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 0.80 - 1.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการวิจัย: (1) สภาพปัญหาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูปฐมวัย โรงเรียนอนุบาล Xiyuehe พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อเรียงจากมากไปน้อย มีดังนี้ ด้านการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา ด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และ ด้านการประเมินผลพัฒนาการ (2) สถานการณ์ปัจจุบันการจัดประสบกาณ์การเรียนรู้ของครูปฐมวัย โรงเรียนอนุบาล Xiyuehe จากการคำถาม 5 ข้อ พบว่า (2.1) ครูปฐมวัยมีความเข้าใจการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ส่วนใหญ่เข้าใจการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านการเล่น การสำรวจ และกิจกรรมแบบลงมือปฏิบัติจริง เน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง จัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามความสนใจ ความต้องการ และความสามารถของเด็กแต่ละคน ให้มีสภาพแวดล้อมที่มีโครงสร้างแต่ยืดหยุ่น เน้นการพัฒนาเด็กแบบองค์รวม (2.2) งานที่สําคัญที่สุดในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ พบว่า ครูเน้นย้ำถึงความสำคัญของแนวทางการพัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวม โดยให้พิจารณาถึงการพัฒนาเด็กที่มีความหลากหลาย ให้เด็กจะได้รับการพัฒนาทั้ง 4 ด้านตามวัย และความสามารถของแต่ละบุคคล จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุน การช่วยเหลือจากพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู ผู้สอน และบุคคลากรอื่นที่เกี่ยวข้อง (2.3) ความสัมพันธ์ของครูกับเด็กๆ ในชั้นเรียน พบว่าครูปฐมวัยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับนักเรียนโดยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อเฟื้อ มุ่งหวังที่จะเข้าใจความต้องการของเด็กแต่ละคน มุ่งเน้นการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กๆ นอกเหนือไปจากมุ่งวิชาการ โดยให้ความสำคัญกับศักยภาพของเด็กแต่ละคน ในขณะเดียวกันก็มุ่งหวังที่จะเป็นที่ปรึกษาและแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กๆ (2.4) คำถามที่สำคัญที่สุดที่ควรถามนักเรียนเมื่อจัดประสบการณ์การเรียนรู้ พบว่า ครูปฐมวัยเน้นการถามคำถามที่ส่งเสริมทักษะ คำถามปลายเปิดที่มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการแก้ปัญหา ให้เด็กได้เชื่อมโยงการเรียนรู้กับประสบการณ์จริง คำถามที่กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น (2.5) ความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในโรงเรียน พบว่าครูอนุบาลใช้วิธีการสอนที่หลากหลาย โดยเน้นการเล่นแบบโต้ตอบ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และให้เด็กได้มีประสบการณ์ตรงเพื่อพัฒนาเด็กแบบองค์รวม ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ ผ่านการเล่น และบูรณาการตามธรรมชาติ ใช้กิจกรรมการเล่าเรื่อง ดนตรี และกิจวัตรประจำวัน ให้ความสนใจเด็กเป็นรายบุคคล มีการบูรณาการเทคโนโลยี ส่งเสริมสภาพแวดล้อมในการเลี้ยงดูที่
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์:การศึกษาระดับปฐมวัยจัดเป็นการศึษาที่สําคัญระดับหนปผู้จัดการศึกษารผู้ี่ทียวข้องดเฉพารศหนปฐมวัยจัดเป็นการศที่สําคัญระดับหนปฐมวัยจันครูผู้สอนหรือผู้นแลเด็กซึ่งเปน็ผู้ที่มีบทอย่างมาในการปลูกฝังลักษณะนิสัยใหก้ับเด็กในารจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมและนําเด็กไปสู่การพัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย สังคม อารมณ์ และสิปัญญา ดังนั้นการวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์ (1)เพื่อศึกษาปัญหาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูปฐมวัยในโรงเรียนอนุบาล Xiyuehe (2)เพื่อทราบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูปฐมวัยในโรงเรียนอนุบาล Xiyuehe กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวจัย ได้แก่ครูปฐมวัยในโรงเรียนอนุบาล Xiyueheเมอืงซูโจว ประเทศจีน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 16 คน ได้จาการเลือกแบเจาะจง เครื่องืมอที่ใช้เก็บรวมข้อมูลถามกรจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูปฐมวัย มี 3 ตอน ค่าความเที่ยงตรงเชิเนือหาระหาง 0.80 - 1.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการวจัย:(1)สภาพปัญหากรจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูปฐมวัย โรงเรียนอนุบาล Xiyuehe พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อเรียงจากมากไปน้อย มีดังนี้ ด้านการจัดทำหาลักสูตรสถนาศึกษา(2) สถานการรุบันการจัดประสบารณ์การเรียนรู้ และ ด้านการประเมินผลพัฒนาการ (2) สถานการรณ์ปัจุบันการจัดประสบาณ์การเรียนรู้ของครูปฐมวัย โรงเรียนอนุบาล Xiyuehe จาการคำถาม 5 ข้อ พบว่ (2.1) ครูปฐมวัยมีความเข้าใจการจัดประสบารณ์การเรียนรู้ ส่วนใหญ่เข้าใจการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านการเล่น การสำรวจ และกิจกรรมแบลงมือปฏิบัติจริง เน้นเด็กเป็นศูนย์กลางจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามความสนใจ ความต้องการ และความสามารถของเด็กแต่ละคน ให้มีสภาพแวดล้อมที่มีโครงสร้างแต่ยืดหยุ่น เน้นการพัฒนาเด็กแบองค์รวม (2. 2).2) งานที่สําคัญที่สุดในการจัดประบสการณ์การเรียนรู้ พบว่า ครูเน้นย้ำถึงความสำคัญของแนวทางการพัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวม โดยให้พิจารณาถึงการพัฒนาเด็กที่มีความหลากหลายใ เด็กจะฒนาทั้ง 4 ด้านตามวัย และความสามารถของแต่ละบุคคล จำเปน็ต้องได้รับการสนับสนุน การช่วยเหลือจากพ่อแม่ ผูลี้ยงดู ผู้สอน และบุคคลากรอื่นที่เกี่ยวข้อง (2. 3).3) ความสัมพันธ์ของครูกับเด็กๆ ในชั้นเรียน พบว่าครูปฐมวัยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับนักเรียนโดยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อเฟื้อ มุ่งหวังที่จะเข้าใจความต้องการของเด็กแต่ละคนมุ่งเน้นการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กๆ นอกเหนือไปจากมุ่งวิชาการ โดยให้ความสำคัญกับศักยภาพของเด็กแต่ละคน ในขณะเดียวกันก็มุ่งหวังที่จะเป็นที่ปรึกษาและแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กๆ (2.4) คำถามที่สำคัญที่สุดที่ควรถามนักเรียนเม่อืจัดประสบการณ์การเรียนรู้ พบว่า ครูปฐมวัยเน้นการถามคำถามที่สงเสริมทักษะ คำถามปลายเปิดที่มีประสิทธิภาพส่งเสริมความคิดสร้างสรค์ การคิดยอ่างมีวจารณญาณ และการแก้ปัญหา ให้เด็กได้เชือมโ่ยงการเรียนรู้ับประสบการณ์จริง คำถามที่กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น (2. 5)5) ความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในโรงเรียน พบว่าครูนุบาลใช้วิธีการสอนที่หลากหาย โดยเน้นการเล่นแบบโตตบอส่งเสริมความคิดสร้างสรค์และใ้เด็กได้มีประสบการณ์ตรงเพื่อพัฒนาเด็กแบบองค์รวม ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ ผ่านการเล่นและบูรณาการตามธรรมชาติ ใช้กิจกรรมการเล่าเรื่อง ดนตรี และกิจวัตรประจำวัน ให้ความสนใจเด็กเป็นรายบุคคล มีการบูรณาการเทคนโลยีส่งเสิมสภาพแวดล้อมในการเลียงดูที่ปลอดภัย สร้างสมดุลระหว่างกิจกรมที่เด็กริเริ่มและครูเ
{"title":"การศึกษาสภาพปัญหาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูปฐมวัยในโรงเรียนอนุบาล Xiyuehe","authors":"ทัศนีย์ นาคุณทรง, Liu Lihua","doi":"10.60027/iarj.2024.275091","DOIUrl":"https://doi.org/10.60027/iarj.2024.275091","url":null,"abstract":"ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การศึกษาระดับปฐมวัยจัดเป็นการศึกษาที่สําคัญระดับหนึ่งที่ผู้จัดการศึกษาตลอดจนผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งครูพี่เลี้ยง ครูผู้สอน หรือผู้ดูแลเด็กซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทอย่างมากในการปลูกฝังลักษณะนิสัยให้กับเด็ก ในการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมและนําเด็กไปสู่การพัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย สังคม อารมณ์ และสติปัญญา ดังนั้นการวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาปัญหาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูปฐมวัยในโรงเรียนอนุบาล Xiyuehe (2) เพื่อทราบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูปฐมวัยในโรงเรียนอนุบาล Xiyuehe กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูปฐมวัยในโรงเรียนอนุบาล Xiyuehe เมืองซูโจว ประเทศจีน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 16 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูปฐมวัย มี 3 ตอน ค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 0.80 - 1.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน\u0000ผลการวิจัย: (1) สภาพปัญหาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูปฐมวัย โรงเรียนอนุบาล Xiyuehe พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อเรียงจากมากไปน้อย มีดังนี้ ด้านการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา ด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และ ด้านการประเมินผลพัฒนาการ (2) สถานการณ์ปัจจุบันการจัดประสบกาณ์การเรียนรู้ของครูปฐมวัย โรงเรียนอนุบาล Xiyuehe จากการคำถาม 5 ข้อ พบว่า (2.1) ครูปฐมวัยมีความเข้าใจการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ส่วนใหญ่เข้าใจการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านการเล่น การสำรวจ และกิจกรรมแบบลงมือปฏิบัติจริง เน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง จัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามความสนใจ ความต้องการ และความสามารถของเด็กแต่ละคน ให้มีสภาพแวดล้อมที่มีโครงสร้างแต่ยืดหยุ่น เน้นการพัฒนาเด็กแบบองค์รวม (2.2) งานที่สําคัญที่สุดในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ พบว่า ครูเน้นย้ำถึงความสำคัญของแนวทางการพัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวม โดยให้พิจารณาถึงการพัฒนาเด็กที่มีความหลากหลาย ให้เด็กจะได้รับการพัฒนาทั้ง 4 ด้านตามวัย และความสามารถของแต่ละบุคคล จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุน การช่วยเหลือจากพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู ผู้สอน และบุคคลากรอื่นที่เกี่ยวข้อง (2.3) ความสัมพันธ์ของครูกับเด็กๆ ในชั้นเรียน พบว่าครูปฐมวัยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับนักเรียนโดยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อเฟื้อ มุ่งหวังที่จะเข้าใจความต้องการของเด็กแต่ละคน มุ่งเน้นการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กๆ นอกเหนือไปจากมุ่งวิชาการ โดยให้ความสำคัญกับศักยภาพของเด็กแต่ละคน ในขณะเดียวกันก็มุ่งหวังที่จะเป็นที่ปรึกษาและแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กๆ (2.4) คำถามที่สำคัญที่สุดที่ควรถามนักเรียนเมื่อจัดประสบการณ์การเรียนรู้ พบว่า ครูปฐมวัยเน้นการถามคำถามที่ส่งเสริมทักษะ คำถามปลายเปิดที่มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการแก้ปัญหา ให้เด็กได้เชื่อมโยงการเรียนรู้กับประสบการณ์จริง คำถามที่กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น (2.5) ความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในโรงเรียน พบว่าครูอนุบาลใช้วิธีการสอนที่หลากหลาย โดยเน้นการเล่นแบบโต้ตอบ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และให้เด็กได้มีประสบการณ์ตรงเพื่อพัฒนาเด็กแบบองค์รวม ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ ผ่านการเล่น และบูรณาการตามธรรมชาติ ใช้กิจกรรมการเล่าเรื่อง ดนตรี และกิจวัตรประจำวัน ให้ความสนใจเด็กเป็นรายบุคคล มีการบูรณาการเทคโนโลยี ส่งเสริมสภาพแวดล้อมในการเลี้ยงดูที่","PeriodicalId":505621,"journal":{"name":"Interdisciplinary Academic and Research Journal","volume":"50 8","pages":""},"PeriodicalIF":0.0,"publicationDate":"2024-04-07","publicationTypes":"Journal Article","fieldsOfStudy":null,"isOpenAccess":false,"openAccessPdf":"","citationCount":null,"resultStr":null,"platform":"Semanticscholar","paperid":"140733733","PeriodicalName":null,"FirstCategoryId":null,"ListUrlMain":null,"RegionNum":0,"RegionCategory":"","ArticlePicture":[],"TitleCN":null,"AbstractTextCN":null,"PMCID":"","EPubDate":null,"PubModel":null,"JCR":null,"JCRName":null,"Score":null,"Total":0}
引用次数: 0
期刊
Interdisciplinary Academic and Research Journal
全部 Acc. Chem. Res. ACS Applied Bio Materials ACS Appl. Electron. Mater. ACS Appl. Energy Mater. ACS Appl. Mater. Interfaces ACS Appl. Nano Mater. ACS Appl. Polym. Mater. ACS BIOMATER-SCI ENG ACS Catal. ACS Cent. Sci. ACS Chem. Biol. ACS Chemical Health & Safety ACS Chem. Neurosci. ACS Comb. Sci. ACS Earth Space Chem. ACS Energy Lett. ACS Infect. Dis. ACS Macro Lett. ACS Mater. Lett. ACS Med. Chem. Lett. ACS Nano ACS Omega ACS Photonics ACS Sens. ACS Sustainable Chem. Eng. ACS Synth. Biol. Anal. Chem. BIOCHEMISTRY-US Bioconjugate Chem. BIOMACROMOLECULES Chem. Res. Toxicol. Chem. Rev. Chem. Mater. CRYST GROWTH DES ENERG FUEL Environ. Sci. Technol. Environ. Sci. Technol. Lett. Eur. J. Inorg. Chem. IND ENG CHEM RES Inorg. Chem. J. Agric. Food. Chem. J. Chem. Eng. Data J. Chem. Educ. J. Chem. Inf. Model. J. Chem. Theory Comput. J. Med. Chem. J. Nat. Prod. J PROTEOME RES J. Am. Chem. Soc. LANGMUIR MACROMOLECULES Mol. Pharmaceutics Nano Lett. Org. Lett. ORG PROCESS RES DEV ORGANOMETALLICS J. Org. Chem. J. Phys. Chem. J. Phys. Chem. A J. Phys. Chem. B J. Phys. Chem. C J. Phys. Chem. Lett. Analyst Anal. Methods Biomater. Sci. Catal. Sci. Technol. Chem. Commun. Chem. Soc. Rev. CHEM EDUC RES PRACT CRYSTENGCOMM Dalton Trans. Energy Environ. Sci. ENVIRON SCI-NANO ENVIRON SCI-PROC IMP ENVIRON SCI-WAT RES Faraday Discuss. Food Funct. Green Chem. Inorg. Chem. Front. Integr. Biol. J. Anal. At. Spectrom. J. Mater. Chem. A J. Mater. Chem. B J. Mater. Chem. C Lab Chip Mater. Chem. Front. Mater. Horiz. MEDCHEMCOMM Metallomics Mol. Biosyst. Mol. Syst. Des. Eng. Nanoscale Nanoscale Horiz. Nat. Prod. Rep. New J. Chem. Org. Biomol. Chem. Org. Chem. Front. PHOTOCH PHOTOBIO SCI PCCP Polym. Chem.
×
引用
GB/T 7714-2015
复制
MLA
复制
APA
复制
导出至
BibTeX EndNote RefMan NoteFirst NoteExpress
×
0
微信
客服QQ
Book学术公众号 扫码关注我们
反馈
×
意见反馈
请填写您的意见或建议
请填写您的手机或邮箱
×
提示
您的信息不完整,为了账户安全,请先补充。
现在去补充
×
提示
您因"违规操作"
具体请查看互助需知
我知道了
×
提示
现在去查看 取消
×
提示
确定
Book学术官方微信
Book学术文献互助
Book学术文献互助群
群 号:481959085
Book学术
文献互助 智能选刊 最新文献 互助须知 联系我们:info@booksci.cn
Book学术提供免费学术资源搜索服务,方便国内外学者检索中英文文献。致力于提供最便捷和优质的服务体验。
Copyright © 2023 Book学术 All rights reserved.
ghs 京公网安备 11010802042870号 京ICP备2023020795号-1